การดูแลสุขภาพ

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มาจากงู

ตอนนี้ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นสำหรับคนไทยไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นPM2.5อย่าเดียวแล้วเท่านั้น เพราะในตอนนี้ได้มีเชื้อโรคที่กำลังเริ่มระบาดกันอย่างเป็นวงกว้าง เชื่อว่าหลายๆคนคงจะทราบกันแล้วทั้งการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ และตามสื่อโซเชียลสื่อออนไลน์จากหลากลายช่องทาง นั้นก็คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ซึ่งเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ได้มีจุดเริ่มต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เมืองอู่ฮั่น

ซึ่งในปัจจุบันจากการรายงานข่าวล่าสุดได้พบว่ามีผู้เสียเพิ่มจาก 4 คน เป็น 7 คนแล้ว และมีผู้ติดเชื้อในจีนทั้งหมด 581 คน โดยที่สื่อจีนนั้นได้ออกมายืนยันข้อมูลนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่เมืองอู่ฮั่นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงในเมืองอื่นๆอีกด้วย เพราะเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ได้เริ่มแพร่ระบาดไปยังเมืองอื่นๆเพิ่มแล้วอย่างกรุงปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น และมาเก๊า ซึ่งคาดว่าจะระบาดไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศจีนอีกไม่ช้าถ้าหากยังมีประชากรติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ทางสำนักข่าว CNN Internationnal ได้ทำการราบงานว่า มีนักวิจัยได้ทำการสำรวจและหาสาเหตุของการเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาสายใหม่นี้ และพบว่าแท้ที่จริงแล้วเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาจาก งู โดยทำการเทียบรหัสโปรตีน จากการสังเกตที่ว่าในเมืองอู่ฮั่น ของประเทศจีนนั้นได้มีการซื้อขายงูที่จะนำไปประกอบอาหารได้ตามท้องตลาดสัตว์และทะเล ที่มีความเป็นไปได้ที่ผู้คนได้จะรับเชื้อมาจากตรงนี้ ซึ่งการวิเคราะห์ออกมาเพิ่มเติมว่า งูนั้นกินค้างคาวเป็นอาหาร นั้นเท่ากับว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ก็อาจจะสืบเนื่องมาจากค้างคาวอีกทีได้เช่นเดียวกัน

แต่ถึงอย่างไรงานวิจัยนี้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าต้นกำเนิดของไวรัสสายใหม่นี้นั้นเดมาจากงูจริงหรือไม่แต่อย่างใด และในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเรานั้น ก็ได้ตรวจพบเจอผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้แล้วได้ถึง 4 คน ซึ่งทำการรักษาตัวอยู่อย่างปลอดภัยและตรวจสอบไปยังผู้ที่ยอมรอบข้างอีกด้วย

โดยผู้เชี่ยวชาญของจีนได้เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายใหม่นี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน ฉะนั้นแล้วควรระมัดระวังการอยู่ใกล้คนที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ การรับประทานอาหารที่ควรมีช้อนกลางเสมอ หรือการจาม จากปัญหาฝุ่นPM2.5 ที่แพร่กระจายทั่วประเทศไทย ที่อาจจะทำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ล่องลอยอยู่ในอนาคตและตัวเราเองนั้นก็อาจจะได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างไม่รู้ตัว 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

ใครเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับบ้าง

ร่างกายของคนทุกคนมีความต้องการอาหารที่มีประโยชน์มากมาย สำหรับบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นเราทั้งหลายต้องรู้ว่าควรทานอะไร ทานอาหารแบบไหน และควรทานอะไรเข้าไปเพื่อจะได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าสำหรับร่างกาย หากเราไม่ดูแลตนเอง อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อาทิเช่น โรคไขมันพอกตับ เป็นต้น

เนื่องจากสารอาหารแต่ละอย่างส่งผลและมีสารอาหารที่สามารถเข้าไปช่วยร่างกายของเราให้แข็งแรง เช่น

  • กากใยอาหารสามารถป้องกันหรือช่วยในการเกิดโรคท้องผูกได้ โรคริดสีดวง และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ
  • แคลเซี่ยมสามารถช่ยป้องกันให้เกิดโรคกระดูกพรุน
  • วิตามิน เอ ซี อี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างมากกับร่างกายของเรา และสามารถแบ่งได้เป็น 6 หมวดด้วยกัน นั้นก็คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต น้ำ และไขมัน

ซึ่งสารอาการเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีจุดประสงค์ร่วมกันคือช่วยดูแลร่างกายให้มีความแข็งแรง ต้านโรคต่างๆ ถ้าหากเราทานอาหารในขนาดที่น้อยเกินไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน เราควรทานอาหารในขนาดพอเหมาะหรือขนาดที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่บริโภคแต่อาหารที่มีแต่ไขมันจนมากเกิน

กล่าวคืออาหารที่เราทานเข้าไปนั้น เป็นเปรียบเสมือนกับเราได้ทานยาเข้าไปเพื่อนำไปแก้ไขจุกบกพร่องของร่างกาย เช่นเข้าไปช่วยล้างสารพิษ หรือเป็นยาเพื่อป้องกันรักษาโรคด้วย เหล่าบรรดาแพทย์ไม่ว่าจะเป็นกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีกฎหรือกำหนดข้อปฏิบัติในการทานอาหารเพื่อสุขภาพของพวกเราหรือชาวไทยไว้ 9 ข้อ หรือเรียกอีกอย่างว่าเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ

  1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ควรดื่มนมให้เหมาะกับวัยและอายุเพื่อความเหมาะสม
  3. รับประทานปลา และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันหรือมันน้อยหรือไม่ค่อยจะมีไขมัน หรืออาจจะเน้น ไข่ หรือถั่วเมล็ดแห้งก็ได้
  4. ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักและควรสลับกับอาหารที่เป็นจำพวกแป้ง อาจจะกินแป้งได้แต่เป็นครั้งๆไป
  5. ควรทานอาหารจำพวกพืชผักให้เยอะ ซึ่งควรมีผักอยู่ในอาหารทุกมื้อที่กินจะเป็นสิ่งที่ดีและควรรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วย และเราควรรับประทานผลไม้ให้ติดเป็นนิสัย
  6. ควรทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง ไม่ควรทานเยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อวัน
  7. ควรเลือกทานอาหารที่ไม่มีอะไรเจือปน หรือควรล้างผักผลไม้ให้ดีก่อนนำมาทาน
  1. ควรดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง หากเลิกได้ก็จะดี
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านหรือเน้นหวาน และเน้นเค็มจนเกินไป