สุขภาพ

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

น้ำกะทิ สามารถนำไปประกอบหาอารได้อีกทั้ง ของคาว และก็ของว่าง น้ำกะทิมีคุณประโยชน์จำนวนมาก และก็มีการใช้น้ำกะทิในด้านต่างๆ มากมายเลยทีเดียว ซึ่งโดยมากจะช่วยสร้างระบบภูมิต้านทานแล้วก็คุ้มครองป้องกันของร่างกาย

  • สารอาหารในน้ำกะทิ
    ในน้ำกะทิมีวิตามินหลายแบบ แร่ธาตุ รวมทั้งอิเล็กโทรไลท์ แล้วก็โพแทสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวในน้ำมันที่ทำจากมะพร้าวถูกทำขึ้นจากกรดไขมันห่วงโซ่สั้นรวมทั้งห่วงโซ่กึ่งกลางได้อย่างเร็ว แปลงเป็นพลังงานแทนการจัดเก็บเป็นไขมัน ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ไขมันอิ่มตัวจะสูง แต่ว่ามะพร้าวสามารถช่วยสำหรับการลดหุ่นได้

 

  • กรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งถูกย่อยได้ง่าย แล้วก็โยกย้ายได้ง่าย เมื่อบริโภคเข้าไป จะผ่านคอไปยังกระเพาะไปสู่ไส้ แล้วไปถูกเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันดังน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ชอบทานน้ำกะทิก็เลยแข็งแรงเนื่องจากว่าได้พลังงานเมื่อบริโภคเข้าไป

 

  • ทั้งยังไปกระตุ้น ให้ต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อน จากผลของอุณหภูมิ Thermogenesis ซึ่งช่วยสำหรับเพื่อการเผาผลาญของกินที่กินเข้าไปพร้อมเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันภายในร่างกาย นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า น้ำกะทิ ช่วยในการลดหุ่นได้ นั่นเอง

 

  • กรดลอริค(Lauric Acid) ครึ่งของห่วงโซ่กรดไขมันกึ่งกลางในน้ำกะทิมีกรดลอริค ซึ่งช่วยต้านทานเชื้อไวรัส ป้องกันแบคทีเรียและจุลชีวัน แล้วก็ต่อต้านเชื้อรา น้ำกะทิสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

 

  • ทุเลาโรคภัยไข้เจ็บ

น้ำกะทิมีชื่อเสียง เพื่อทุเลาลักษณะของการเจ็บคอและก็แผล แล้วก็เป็นโอกาสสำหรับผู้แพ้แลคโตสหรือแพ้นมจากสัตว์ เครื่องดื่มมังสวิรัตินี้ยังรวมทั้งถั่วเหลือง แล้วก็ถั่วอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงรักษาผิวพรรณ

น้ำกะทิถูกประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลผิวพรรณ เพื่อผิวเปียกชื้นแล้วก็ทุเลาผิวแห้งรวมทั้งผื่น นอกเหนือจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับผมและการอาบน้ำ
น้ำกะทิมีสาระประโยชน์จำนวนมากต่อสถาพทางร่างกายของพวกเรา ดังนั้นจงลืมความคิดที่ไม่ถูก ว่าการกินน้ำกะทิมากจะทำให้อ้วนไปได้เลย แม้กระนั้นการกินที่มากเกินควร ก็บางทีอาจจะมีผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ควรจะกินแต่ว่าพอเหมาะพอดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

อันตรายแค่ไหน หากแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัวมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่ง จะมีอาการทันทีหลังทานอะไรที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ หรือหลังจากนั้นสักระยะ โดยอาการทั่วไป คือ ลมพิษ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาเจียน ไอ หายใจดัง เป็นต้น โดยอาการแพ้นมวัวจะอันตรายแค่ไหนไปดูกัน

อันตรายของการแพ้นมวัว
การแพ้นมวัว ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ตัวเอง หรือหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ เพราะนมวัวจัดเป็นอาหารลำดับ 3 ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตได้ รองจากถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ โดยอาการแพ้จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จนอาจถึงขั้นปิดกั้นทางเดินหายใจ หรือคอบวมจนหายใจลำบาก หน้าแดง อาการคัน เกิดภาวะช็อกเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ควรสังเกตตนเองหรือลูกว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่หลังทานนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวเข้าไป หากพบอาการบางอย่างและสงสัยว่ามีอาการแพ้ แม้ว่าจะไม่ร้ายแรง ก็ควรไปพบแพทย์และทำการทดสอบ

สาเหตุการแพ้นมวัว
สาเหตุการแพ้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจว่านมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมอันตรายต่อร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจึงพยายามกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย ฉะนั้นครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้ แอนติบอดี้ IgE จะเกิดปฏิกิริยาและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสทามีนและสารเคมีอื่นๆ จนเกิดเป็นอาการแพ้

โปรตีนในนมวัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มี 2 ชนิดหลัก คือ โปรตีนเคซีนที่พบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง และโปรตีนเวย์ซึ่งพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไขแล้ว

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้
หากคุณเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อหนองใน หรือรู้ หรือสงสัยว่าได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหนองในมา สิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรลังเลเลยคือการไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเช็คสุขภาพของคุณเองด้วยหากติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อจะได้เลือกหนทางในการดูแลตัวเองได้ถูก สำหรับการตรวจในผู้ที่มีอาการนั้น แพทย์จะนำหนองไปย้อมสีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อตรวจสอบให้มั่นใจ ถ้าหากพบว่าเป็นโรคหนองในจริง แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะขนานใดขนาดหนึ่ง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนองในแท้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากการที่ติดเชื้อหนองในเทียมที่มีชื่อเชื้อว่า Chlamydia ร่วมด้วยประมาณ 30% ในทางการแพทย์จึงจะรักษาไปพร้อมๆ กันทั้งสองโรคด้วยการให้ยา ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ไปกินครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 สัปดาห์

ผู้ที่ติดเชื้อหนองในควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL – Venereal Disease Research Laboratory) เป็นการตรวจหาเชื้อซิฟิลิส เพราะผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมักจะไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงแค่โรคเดียว ดังนั้นจึงควรที่จะตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ นอกจจากซิฟิลิส ก็จะเป็น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคไวรัสตับอักเสบบี ร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นหรือไม่เป็น จะได้ทำการรักษาได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ในการตรวจหากผลการตรวจออกมาเป็นบวก หรือที่มักเรียกกันว่า ‘เลือดบวก’ ก็แสดงว่าเป็นซิฟิลิส โดยแนะนำว่าควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มให้การรักษา และไปตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนถัดไป
ในเพศหญิงที่มีอาการหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ และมีอาการดังต่อไปนี้ คือ ไข้สูง ปวดท้องน้อง ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นอาการของปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน จะต้องรักษาภายใน 24 ชั่วโมง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกิดภาวะมีบุตรยาก ผู้ป่วยอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไข ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เป็นหนองใน ควรต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคนี้ให้หายขาด เพราะโรคนี้สามารถส่งต่อไปที่ลูกในท้องได้ โดยลูกจะติดเชื้อในระหว่างทำการคลอด อาจทำให้เกิดความพิการหากเชื้อโดนเข้าที่ตา ตาจะอักเสบรุนแรงไปจนถึงทำให้ตาบอด หรืออาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกได้ ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์จึงต้องมีการหยอดตาทารกแรกเกิดด้วย Silver Nitrate 1% ในทุกราย เพื่อลดโอกาสที่จะติดเชื้อนี้ นอกจากนั้น โรคหนองในที่มีอาการรุนแรงยังอาจกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้อีกด้วย

ไม่สบายออกกำลังกายได้หรือไม่

การที่เราหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและออกเป็นประจำ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และยังกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ แต่ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักจะไม่แน่ใจว่าออกกำลังกายได้หรือไม่ หากออกกำลังกายขณะที่ยังป่วย จะทำให้อาการของเราแย่ลงไปอีกหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นเราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

ออกกำลังกายตอนป่วย ทำได้หรือไม่
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของการออกกำลังกาย คือ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราและช่วยให้แข็งแรงขึ้น แต่ในเมื่อคุณกำลังไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บป่วย การที่จะออกกำลังกายก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับสุขภาพของเราเสมอไป เพราะอาการเจ็บป่วยบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจสามารถออกกำลังกายได้  แต่บางอาการก็ควรที่จะงดหรือเลี่ยงการออกกำลังกาย และควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายจนกว่าจะหายดี โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ได้แนะนำว่าให้ใช้ “คอ” เป็นเกณฑ์ในการสำรวจอาการป่วยไข้ที่เป็นว่าสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากอาการเจ็บป่วยของคุณเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป แบบที่ไม่รุนแรง คุณจะสามารถออกกำลังกายในรูปแบบเบาๆ ได้ แต่ควรจะงดออกกำลังกายตอนป่วยอย่างเด็ดขาด หากอาการป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่อวัยวะต่ำกว่าลำคอลงมา

อาการป่วยที่ยังออกกำลังกายได้

  • เป็นไข้หวัดธรรมดา
  • ไอจามเบาๆ
  • คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ
  • ปวดหู

อาการป่วยที่อย่าฝืนออกกำลังกาย

  • เป็นไข้หวัดใหญ่
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ไอมีเสมหะ
  • ไอแบบมีเสียงฟืดฟาดหรือเสียงหวีด (Wheezing cough)
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย

ป่วยอยู่ ออกกำลังกายอย่างไรดี
ในระหว่างการเจ็บป่วย คุณควรทำการลดความหนักในการออกกำลังกายลง และหันมาออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่หักโหมจนทำร้ายสุขภาพ เช่น ใช้วิธีการเดินแทนการวิ่ง หรือเล่นโยคะเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่มีของร่างกายเราตะได้ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากว่าคุณกำลังรู้สึกว่าการออกกำลังกายแล้วอาการมีท่าทีแย่ลง ให้หยุดแล้วอย่าฝืนออกกำลังกายต่อ  รอจนร่างกายหายดีเป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง

หากอยากไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนป่วย?
หากคุณกำลังป่วยเป็นไข้หวัด ทางที่ดีคุณควรงดออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะการออกกำลังกายที่ฟิตเนสถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก และการที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่าย แต่หากว่าเลี่ยงไม่ได้หรือจำเป็นจะต้องออกกำลังกายตอนป่วยที่ฟิตเนสจริงๆ คุณควรจะล้างมือให้สะอาด เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งก่อนและหลังใช้ ด้วยการเช็ดมือด้วยเจลล้างมือระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากไอจามทุกครั้ง เพื่อป้องกันตัวเองติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น

เมื่อไหร่จึงจะกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ
สำหรับในวัยผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อสำรวจตนเองแล้วไม่มีอาการแทรกซ้อน อาการป่วยอาการไข้หวัดของคุณจะหายเป็นปกติภายใน 7 วัน แต่ถ้าหากว่าไข้หวัดใหญ่เกิดต้องใช้เวลารักษานานตั้งแต่ 10 วันถึง 2 สัปดาห์ หรือถ้าหากเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นขณะป่วย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบหรือที่เรียกว่า โพรงจมูกอักเสบ คุณอาจต้องใช้เวลาในการรักษาตัวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป กว่าที่อาการป่วยนั้นจะหายสนิท นอกจากนี้อาการไอรุนแรงหรือไอแบบมีเสมหะก็เป็นอาการที่สามารถเป็นติดต่อกันได้นานหลายสัปดาห์หากไม่รักษาจนหายสนิทไม่มีอาการอีกต่อไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหากคุณมีอาการป่วยไข้เกิดขึ้น คุณควรจะพักรักษาตัวเองให้หายก่อน ไม่ว่าจะกินยาตามที่แพทย์ระบุ และพักผ่อนให้เพียงพอ ในเมื่ออาการป่วยหายดี และร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่แล้วจึงสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ตามรูปแบบปกติ

ลดความอ้วน ‘กินช้า หรือ กินเร็ว’ ดีกว่ากัน

สารพัดเทคนิคที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนสรรหามาใช้เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหารอย่างจริงจังแล้ว เทคนิคการกินอาหารยังมีมากมายจนเราตามกันไม่ทัน

…แต่วิธีง่าย ๆ ที่เราเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ คือ “ความเร็วในการกินอาหาร”

กินช้า VS กินเร็ว
จากรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 จำนวน 59,717 คน พบว่า คนที่มีนิสัย “กินช้า” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าคนที่มีนิสัย “กินเร็ว” คนที่ตอบว่าตัวเองเป็นคนที่กินในระยะเวลา “กลาง ๆ” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่กินช้า แต่ยังน้อยกว่าคนที่กินเร็ว

นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า คนที่ติดนิสัยกินเร็วมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักมากกว่าคนที่กินช้า หรือกินปกติ เหตุผลที่ทำให้คนกินเร็วเสี่ยงอ้วนมากกว่า เพราะเมื่อเรากินอาหาร สัญญาณความหิวของเราจะถูกย้ายจากท้องไปที่สมองแทน และสมองจะใช้เวลาราว 20 นาทีในการสั่งให้ร่างกายหยุดกิน ดังนั้นหากเรากินเร็ว กว่าที่สมองจะสั่งการให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และควรหยุดกิน เราก็กินอาหารเข้าไปเยอะกว่าคนอื่น ๆ แล้ว ดังนั้นคนที่กินเร็วจึงมักมีปัญหารู้สึกอิ่มเกินไปจนอึดอัดท้อง เพราะกว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่ม เราก็กินเข้าไปเยอะมากเกินไปแล้วนั่นเอง

เคล็ดลับกินอาหารให้อิ่มเร็วขึ้น

  • หากอยากกินอาหารให้อิ่มได้เร็วขึ้น จะได้ไม่เผลอกินจนอ้วน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
  • เคี้ยวอาหารให้มากขึ้นในแต่ละคำ ลองนับดูว่า 1 คำเคี้ยวให้ได้ราว 15-30 ครั้งก่อนกลืน
  • ใช้เวลาในการกินอาหารให้ได้ราว 20-30 นาทีต่อมื้อ
  • จิบน้ำระหว่างมื้ออาหารบ้าง (ไม่เกิน 1-2 แก้ว) ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
  • วางช้อนส้อมลงบนจานขณะกำลังเคี้ยวอาหาร การถือช้อนส้อมเอาไว้ขณะเคี้ยวอาหารอาจทำให้คุณเตรียมคำต่อไป และกินได้เร็วกว่าเดิม

หากคุณค่อย ๆ ลองปรับเวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละครั้งดู อาจทำให้คุณลดความเร็วในการรับประทานอาหารลงได้ไม่ยาก หากใครที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบจนเคยตัว มื้อไหนที่ไม่รีบก็ลองค่อย ๆ ละเลียดกินดูบ้าง ก็จะช่วยให้เรากินอิ่มเร็วขึ้น แถมยังอาหารย่อยง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปอด

กรมการแพทย์เผยสัญญาณอันตรายมะเร็งปอด หากพบไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะเป็นเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบมีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ลดเสี่ยงมะเร็งปอด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ ทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคมะเร็งปอดที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งปอดเพศชายรายใหม่จำนวน 9,779 คน หรือคิดเป็น 27.4 คนต่อประชากรแสนคนและเพศหญิงจำนวน 5,509 คน หรือคิดเป็น 14.2 คนต่อประชากรแสนคน และในปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิต 13,414 คนต่อปี

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ

  • การสูบหรือรับควันบุหรี่
  • พันธุกรรม
  • สัมผัสสารก่อมะเร็งอื่นๆ ที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดเช่น ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสีควันธูป ควันจากท่อเสีย และมลภาวะทางอากาศ

อาการของโรคมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง
  • ไอมีเสมหะเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก
  • เหนื่อยหอบ
  • มีเสียงหวีด
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป
  • เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่
  • ปอดติดเชื้อง่าย
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด

มะเร็งปอด ไม่มีตรวจคัดกรอง
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการคัดกรองเป็นประจำทุกปี หรือหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์การรักษาโรคมะเร็งนี้ คือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดการฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใดของโรคดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกได้และให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

การป้องกันโรคมะเร็งปอด
การป้องกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้น “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ปรับนาฬิกาชีวิตไม่ให้ง่วงเพลียในวันทำงาน

คำว่า “Jet Lag” เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันมานานว่าเป็นคำที่อธิบายถึงอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนผิดเวลาจากการเดินทางด้วยเครื่องบินข้ามไปต่างประเทศที่เวลาต่างกันค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะกว่าร่างกายจะกลับมาง่วงนอนในเวลากลางคืนตามปกติ แต่สำหรับคำว่า Social Jet Lag บางคนอาจไม่ทราบว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับอาการง่วงนอนผิดเวลาหรือไม่

Social Jet Lag สาเหตุอาการง่วงเพลียในวันทำงาน
อาการ Social Jet Lag เป็นอาการง่วงนอน อ่อนเพลีย แม้จะไม่ได้เดินทางข้ามประเทศ โดยเกิดจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา ตารางเวลาทำงานไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต

ในวัยเรียน และวัยทำงาน หากมีวิถีชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วเปลี่ยนมานอนดึกตื่นสายในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ อาจส่งผลให้เกิดปัญหา Social Jet Lag หรืออาการง่วงนอนในวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แม้ว่าจะนอนหลับอย่างเพียงพอ 6-8 ชั่วโมงตามปกติก็ตาม แต่เพราะการปรับเปลี่ยนเวลาตื่น และนอนบ่อยเกินไป จึงอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

วิธีป้องกันอาการ Social Jet Lag
แก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการพยายามปรับเวลาในการใช้ชีวิต นอนหลับ และตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันทำงาน หรือวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานตามปกติ ถึงเวลาที่ต้องตื่น ร่างกายก็จะตื่นทุกครั้ง ทำให้ไม่เกิดอาการง่วงนอน หรืออ่อนเพลียในทุก ๆ วัน

เคล็ดลับในการปรับนาฬิกาชีวิต

  • เข้านอนให้ตรงเวลาในทุก ๆ คืน
  • หากเป็นคนตื่นยาก ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์
  • แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ หากไม่ต้องรีบเร่งตื่นเพื่อไปทำงาน ก็ควรลุกจากที่นอน อาบน้ำ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สดชื่น
  • เปิดม่านในห้องนอน รวมถึงภายในบ้าน เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้เราตื่นในเวลาที่ควรตื่น
  • หากเมื่อคืนนอนดึก ตื่นเช้าแล้วง่วง อาจงีบหลับสั้น ๆ ในช่วงบ่ายได้ แต่อย่างีบเกิน 1 ชั่วโมง เพราะอาจส่งผลให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง
  • หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับหลังจากเข้านอน 30 นาที ควรลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสือ งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไม่ดูทีวี แล้วเข้านอนอีกครั้ง

รู้ทันมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell) ในไขกระดูก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการดำเนินโรค ได้แก่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติในระยะเวลา 1-2 เดือน อาการที่มักพบ ได้แก่อาการอ่อนเพลีย ซีดลงจากภาวะโลหิตจาง มีไข้เนื่องจากการติดเชื้อเนื่องจากเม็ดเลือดขาวตัวแก่ที่มีหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อมีปริมาณลดลง และเลือดออกง่ายโดยเฉพาะตามเยื่อบุต่างๆ เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวอย่างผิดปกติ แต่ยังสามารถเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดขาวตัวแก่ได้ ทำให้อาการของโรคค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ จนกระทั่งปริมาณเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดสูงขึ้นมาก จนทำให้ซีดหรือโลหิตจาง หรือไปสะสมในม้ามทำให้ม้ามโต ทำให้อืดท้องหรือคลำได้ก้อนในท้อง และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดได้

สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส และรังสี ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงสารเคมีบางอย่าง หรือการสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ โรคทางพันธุกรรม ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรมและโครโมโซมที่ผิดปกติทำให้เกิดโรคนี้ได้

สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
อาการของโรคที่แสดงจะแตกต่างกันตามชนิดของเม็ดเลือดที่ผิดปกติ แต่โดยทั่วไปจะมีอาการแสดงให้เห็น อาทิ

  • เลือดจาง
  • ซีด
  • หน้ามืด
  • เวียนศีรษะ
  • เหนื่อยง่าย
  • เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง และเหงือก
  • เป็นจ้ำตามตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • อาจพบก้อนในท้องเนื่องจาก ตับ ม้ามโต
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ
  • เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
  • มีไข้
    หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
โดยทั่วไปจะใช้การรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือโรคสงบได้

การป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • เลือกทานอาหารมีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยคัดกรองโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หรือมะเร็งชนิดที่เป็นก้อนได้
    การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย เพราะโดยส่วนใหญ่มักพบว่าผู้ป่วยกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อาการก็อยู่ในระยะลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็งยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

‘เบียร์’ ก็มีประโยชน์นะ

ดื่มเบียร์วันละนิดจิตแจ่มใส ใครว่าการดื่มเบียร์นั้นทำร้ายสุขภาพ จริงๆ แล้ว เบียร์นั้นมีประโยชน์กว่าที่คิด ลองไปดู 12 ประโยชน์ของเบียร์กันเลย

1. เบียร์ดีกับใจแล้วยังดีกับไตอีกด้วย
งานวิจัยยกให้เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์เหนือเครื่องดื่มใดๆ ในบรรดาแอลกอฮอล์ทั้งหมด นั่นก็เพราะก็ว่าเบียร์ 1 ขวดช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ถึง 40% เลยทีเดียว

2. เบียร์ช่วยย่อยอาหาร
เบียร์ทั่วไป โดยเฉพาะเบียร์ดำมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ 1 กรัมต่อเบียร์ 300 มล. ต่างกับไวน์ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำงานของลำไส้ (หากขาดไฟเบอร์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องร่วง)

3. เบียร์ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ไฟเบอร์ในเบียร์มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

4. เบียร์ช่วยเพิ่มระดับวิตามิน B

เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามิน B1, B2, B6 และ B12 นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าคนดื่มเบียร์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 30% ส่วนคนที่ดื่มไวน์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าเบียร์แหล่งวิตามิน B12 ชั้นดีที่หาได้ยากในอาหารทั่วไป อีกทั้งวิตามิน B12 ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

5. เบียร์ช่วยเสริมสร้างกระดูก
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2009 ระบุว่าเบียร์ที่มีระดับธาตุซิลิคอนสูงช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของเซลล์กระดูกได้

6. เบียร์ลดอาการโรคนอนไม่หลับ
สารแลคโตฟลาวิน (Lactoflavin) และกรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ที่อยู่ในเบียร์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

7. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
คนดื่มเบียร์จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 40-60% เลยทีเดียว

8. เบียร์ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน
ส่วนผสมในเบียร์มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น

9. เบียร์ช่วยเพิ่มความจำ
งานวิจัยระบุว่าคนที่ดื่มเบียร์จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคป่วยทางจิตน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

10. เบียร์ช่วยลดความเครียด
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่า การดื่มเบียร์วันละสองแก้วมีส่วนช่วยลดอาการเครียดจากการทำงานหรือคลายความวิตกกังวลได้

11. ดื่มเบียร์ให้เป็นยา
เบียร์อุ่นๆ ถือเป็นยารักษาแบบหนึ่ง เพราะข้าวบาร์เลย์ที่นำมาหมักเป็นเบียร์ เมื่อได้รับความร้อนจะทำปฏิกริยากับร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดข้อ เอ็น และยั่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คราวหน้าให้ลองเอาเบียร์ไปอุ่นในน้ำร้อนซักหน่อยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปซัก 4 ช้อนชา ก็จะได้เบียร์ที่ดื่มเป็นยาแล้ว

12. เบียร์ทำให้ผิวสวยขึ้น
ข้อนี้น่าจะถูกใจสาวๆ เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามินสำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง มีน้ำมีนวลและดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

พอรู้แบบนี้แล้ว หลายๆ คนคงเริ่มอยากจะดื่มเบียร์ขึ้นมาทันที เบียร์สองแก้วช่วยเพิ่มความจำ, เบียร์อีกสองแก้วช่วยย่อยอาหาร, อีกแก้วช่วยเสริมสร้างกระดูก, อีกซักแก้วดื่มเป็นยา แต่ถ้าดื่มมากขนาดนี้ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าอย่าดื่มให้มากจนเมาจนเกินไป แต่ดื่มให้สนุกสนาน รู้สึกสดชื่น คลายความกังวลจะดีกว่า

อาหารบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง

สำหรับคนที่มีภาวะโลหิตจาง หรือแค่อยากบำรุงเลือดของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุด ลองกินอาหารบำรุงเลือดที่จริง ๆ แล้วเป็นอาหารที่เราคุ้นลิ้นและอาจจะเคยกินกันมาบ่อย ๆ อย่างที่ทราบกันมาบ้างแล้วว่า ถ้าอยากบำรุงเลือดควรต้องกินอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและโปรตีน แต่อาหารชนิดไหนกันล่ะที่อุดมไปด้วยโปรตีนและธาตุเหล็กสำหรับบำรุงเลือด ว่าแล้วก็มาดูกันเลย

อาหารบำรุงเลือด 8 กลุ่มที่ควรทาน

1. เลือด ตับ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ

  • ธาตุเหล็กที่อยู่ในอาหารประเภทเลือด ตับ เนื้อสัตว์ เป็นธาตุเหล็กในรูปแบบสารประกอบฮีม (Heme Iron) ธาตุเหล็กรูปแบบนี้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี ดังนั้นใครที่ต้องการธาตุเหล็กสูงควรรับประทานเลือด ตับ และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเนื้อแดงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

2. ธัญพืช แป้ง ไข่ ผักใบเขียวเข้ม

  • ธาตุเหล็กรูปแบบนี้เป็นสารประกอบธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม (Nonheme Iron) พบได้มากในอาหารประเภทธัญพืช แป้ง ไข่ ผักใบเขียวเข้ม อย่างคะน้า ผักบุ้ง บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ใบมะรุม แต่อาหารเหล่านี้ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือมะละกอ เนื่องจากร่างกายค่อนข้างดูดซึมสารประกอบธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีมได้น้อย ต้องอาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหารและวิตามินซีช่วยในการดูดซึม

3. อาหารทะเล ปลา เป็ด ไก่ ม้าม และไข่แดง

  • อาหารเหล่านี้จัดเป็นธาตุเหล็กในรูปสารประกอบฮีม (Heme Iron) ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี โดยมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 20-30 เลยทีเดียว ยิ่งหากได้กินอาหารเหล่านี้ร่วมกับวิตามินซีจากผลไม้ เช่น ส้มหรือฝรั่ง การดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ลำไส้เล็กจะยิ่งคล่องตัวมากขึ้น

4. ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วแดง ถั่วดำ อัลมอนต์ จมูกข้าวสาลี

  • ธัญพืชเหล่านี้ก็อุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง ดังนั้นผู้ที่ไม่นิยมทานเนื้อสัตว์อาจเสริมธาตุเหล็กด้วยซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วดำ และถั่วแดงได้เช่นกัน

5. ข้าวเสริมธาตุเหล็ก, ข้าวหอมนิล, ข้าวสายพันธุ์ 313

  • ข้าวที่จัดว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตก็มีธาตุเหล็กสูงด้วยเหมือนกัน โดยข้าวเหล่านี้จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก กรดโฟลิก คลอโรฟิลส์ ซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมธาตุเหล็กแต่ไม่นิยมกินเนื้อสัตว์

6. ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ

  • ฟักทอง แครอท และมะเขือเทศ แอบมีธาตุเหล็กกับเขาอยู่บ้าง แต่ก็อย่างที่บอกล่ะค่ะว่า ธาตุเหล็กที่ได้จากผักและผลไม้มักเป็นธาตุเหล็กที่ละลายยาก ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ได้ค่อนข้างน้อย จึงควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ควบคู่กันไปด้วย

7. พริก กระเทียม ขมิ้น

  • สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้มีส่วนช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตเลือดในอยู่ในเกณฑ์ปกติอีกด้วยนะคะ

8. น้ำว่านหางจระเข้

  • ในต่างประเทศนิยมนำว่านหางจระเข้มาคั้นน้ำแล้วดื่มเพื่อกระตุ้นร่างกายให้ ผลิตเลือด เนื่องจากว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ กรดอะมิโน เอนไซม์ วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติในการชะล้างของเสีย ต้านอาการอักเสบ และส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานคล่องตัวมากขึ้น

ผลไม้บำรุงเลือด 4 ชนิดที่ห้ามพลาด

นอกจากอาหารบำรุงเลือดแล้ว ผลไม้บำรุงเลือดก็มีให้เลือกรับประทานด้วยเช่นกัน ดังนี้ค่ะ

1. แก้วมังกร

  • ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด

2. สตรอว์เบอร์รี

  • ด้วยคุณสมบัติของสตรอว์เบอร์รีที่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง อีกทั้งเมล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รียังช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือด เสียได้เป็นอย่างดี

3. กล้วย

  • จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่า การบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลดีต่อสุขภาพเลือด เพราะช่วยลดความเสี่ยงโรคลูคีเมีย โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี

4. แตงโม

  • จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐฯ เผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวัน จะดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

เมนูอาหารบำรุงเลือด

1. ไข่เจียวหมูสับใส่มะเขือเทศและตำลึง

2. กุ้งผัดบรอกโคลี

3. กระเพาะปลาเลือดหมู

4. ผัดดอกหอมใส่ตับ

5. แกงส้มมะรุม

6. ขนมปังทาเนยถั่ว+น้ำส้มคั้น

อาหารอะไรที่ต้องเลี่ยง

  • ที่สำคัญหากอยากเสริมธาตุเหล็ก จำเป็นต้องเลี่ยงหรือลดปริมาณการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ด้วยนะคะ เนื่องจากอาหารตามลิสต์ข้างล่าง จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าร่างกายนั่นเอง

1. นม เพราะมีแคลเซียมสูง

2. ชา กาแฟ ซึ่งมีสารแทนนิน

3. อาหารที่มีสารไฟเตท (Phytate) เช่น ข้าวไม่ขัดสี ถั่วเหลือง ใบชะพลู หัวผักกาด เป็นต้น

4. อาหารที่มีรสเค็มและอาหารไขมันสูง

  • ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กเสริมมากเป็นพิเศษ เช่น ในหญิงตั้งครรภ์ หรือบุคคลที่มีภาวะโลหิตจาง รวมไปถึงผู้สูงอายุที่เกิดอาการเบื่ออาหารจนได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอต่อ ร่างกาย สามารถกินยาบำรุงเลือดได้อีกทางหนึ่ง

ยาบำรุงเลือด

  • โดยส่วนมากแล้วยาบำรุงเลือดมักจะมาในรูปแบบยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟต (Ferrous Sulfate Tablets) ลักษณะเม็ดยาจะมีสีดำ ประกอบด้วยธาตุเหล็ก 17 มิลลิกรัม ใช้กินวันละ 1-2 เม็ด วันละ 1-3 ครั้งหลังอาหาร แนะนำให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 1-2 เดือน และควรจะกินร่วมกับวิตามินซีเพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กเป็นไปได้ด้วยดี
  • ยาบำรุงเลือดเหมาะกับใคร
  • ยาบำรุงเลือดเหมาะสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางเนื่องจากขาดเหล็ก ซึ่งกลุ่มคนที่เข้าข่ายมีดังนี้

– เด็กเล็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุที่เบื่ออาหารหรือกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ

– หญิงตั้งครรภ์

– หญิงที่มีเลือดประจำเดือนออกมาก

– ผู้ที่เป็นโรคพยาธิปากขอ

– ผู้ที่กินมังสวิรัติไม่ถูกหลัก

ผลข้างเคียงของยาบำรุงเลือด

– อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร มีอาการปวดมวนท้อง คลื่นไส้ หรือถ่ายเหลวได้

– อุจจาระเป็นสีดำ เป็นผลจากสีธาตุเหล็กในตัวยา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากหยุดกินยาบำรุงเลือด อุจจาระจะกลับมาเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์

ข้อควรระวังในการใช้ยาบำรุงเลือด

  • ยาธาตุเหล็กบำรุงเลือดไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย เพราะโรคนี้ผู้ป่วยจะมีเหล็กสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินอยู่แล้ว ถ้ารับธาตุเหล็กเพิ่มเข้าไปอีกอาจทำให้เป็นโรคตับแข็ง เบาหวาน หัวใจโต และประสาทส่วนปลายอักเสบได้