สุขภาพทั่วไป

ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปอด

กรมการแพทย์เผยสัญญาณอันตรายมะเร็งปอด หากพบไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะเป็นเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบมีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ลดเสี่ยงมะเร็งปอด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ ทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคมะเร็งปอดที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งปอดเพศชายรายใหม่จำนวน 9,779 คน หรือคิดเป็น 27.4 คนต่อประชากรแสนคนและเพศหญิงจำนวน 5,509 คน หรือคิดเป็น 14.2 คนต่อประชากรแสนคน และในปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิต 13,414 คนต่อปี

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ

  • การสูบหรือรับควันบุหรี่
  • พันธุกรรม
  • สัมผัสสารก่อมะเร็งอื่นๆ ที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดเช่น ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสีควันธูป ควันจากท่อเสีย และมลภาวะทางอากาศ

อาการของโรคมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง
  • ไอมีเสมหะเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก
  • เหนื่อยหอบ
  • มีเสียงหวีด
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป
  • เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่
  • ปอดติดเชื้อง่าย
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด

มะเร็งปอด ไม่มีตรวจคัดกรอง
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการคัดกรองเป็นประจำทุกปี หรือหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์การรักษาโรคมะเร็งนี้ คือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดการฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใดของโรคดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกได้และให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

การป้องกันโรคมะเร็งปอด
การป้องกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้น “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ปรับนาฬิกาชีวิตไม่ให้ง่วงเพลียในวันทำงาน

คำว่า “Jet Lag” เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันมานานว่าเป็นคำที่อธิบายถึงอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนผิดเวลาจากการเดินทางด้วยเครื่องบินข้ามไปต่างประเทศที่เวลาต่างกันค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะกว่าร่างกายจะกลับมาง่วงนอนในเวลากลางคืนตามปกติ แต่สำหรับคำว่า Social Jet Lag บางคนอาจไม่ทราบว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับอาการง่วงนอนผิดเวลาหรือไม่

Social Jet Lag สาเหตุอาการง่วงเพลียในวันทำงาน
อาการ Social Jet Lag เป็นอาการง่วงนอน อ่อนเพลีย แม้จะไม่ได้เดินทางข้ามประเทศ โดยเกิดจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา ตารางเวลาทำงานไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต

ในวัยเรียน และวัยทำงาน หากมีวิถีชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วเปลี่ยนมานอนดึกตื่นสายในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ อาจส่งผลให้เกิดปัญหา Social Jet Lag หรืออาการง่วงนอนในวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แม้ว่าจะนอนหลับอย่างเพียงพอ 6-8 ชั่วโมงตามปกติก็ตาม แต่เพราะการปรับเปลี่ยนเวลาตื่น และนอนบ่อยเกินไป จึงอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

วิธีป้องกันอาการ Social Jet Lag
แก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการพยายามปรับเวลาในการใช้ชีวิต นอนหลับ และตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันทำงาน หรือวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานตามปกติ ถึงเวลาที่ต้องตื่น ร่างกายก็จะตื่นทุกครั้ง ทำให้ไม่เกิดอาการง่วงนอน หรืออ่อนเพลียในทุก ๆ วัน

เคล็ดลับในการปรับนาฬิกาชีวิต

  • เข้านอนให้ตรงเวลาในทุก ๆ คืน
  • หากเป็นคนตื่นยาก ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์
  • แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ หากไม่ต้องรีบเร่งตื่นเพื่อไปทำงาน ก็ควรลุกจากที่นอน อาบน้ำ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สดชื่น
  • เปิดม่านในห้องนอน รวมถึงภายในบ้าน เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้เราตื่นในเวลาที่ควรตื่น
  • หากเมื่อคืนนอนดึก ตื่นเช้าแล้วง่วง อาจงีบหลับสั้น ๆ ในช่วงบ่ายได้ แต่อย่างีบเกิน 1 ชั่วโมง เพราะอาจส่งผลให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง
  • หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับหลังจากเข้านอน 30 นาที ควรลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสือ งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไม่ดูทีวี แล้วเข้านอนอีกครั้ง

รู้ทันมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell) ในไขกระดูก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการดำเนินโรค ได้แก่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติในระยะเวลา 1-2 เดือน อาการที่มักพบ ได้แก่อาการอ่อนเพลีย ซีดลงจากภาวะโลหิตจาง มีไข้เนื่องจากการติดเชื้อเนื่องจากเม็ดเลือดขาวตัวแก่ที่มีหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อมีปริมาณลดลง และเลือดออกง่ายโดยเฉพาะตามเยื่อบุต่างๆ เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวอย่างผิดปกติ แต่ยังสามารถเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดขาวตัวแก่ได้ ทำให้อาการของโรคค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ จนกระทั่งปริมาณเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดสูงขึ้นมาก จนทำให้ซีดหรือโลหิตจาง หรือไปสะสมในม้ามทำให้ม้ามโต ทำให้อืดท้องหรือคลำได้ก้อนในท้อง และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดได้

สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส และรังสี ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงสารเคมีบางอย่าง หรือการสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ โรคทางพันธุกรรม ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรมและโครโมโซมที่ผิดปกติทำให้เกิดโรคนี้ได้

สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
อาการของโรคที่แสดงจะแตกต่างกันตามชนิดของเม็ดเลือดที่ผิดปกติ แต่โดยทั่วไปจะมีอาการแสดงให้เห็น อาทิ

  • เลือดจาง
  • ซีด
  • หน้ามืด
  • เวียนศีรษะ
  • เหนื่อยง่าย
  • เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง และเหงือก
  • เป็นจ้ำตามตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • อาจพบก้อนในท้องเนื่องจาก ตับ ม้ามโต
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ
  • เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
  • มีไข้
    หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
โดยทั่วไปจะใช้การรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือโรคสงบได้

การป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • เลือกทานอาหารมีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยคัดกรองโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หรือมะเร็งชนิดที่เป็นก้อนได้
    การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย เพราะโดยส่วนใหญ่มักพบว่าผู้ป่วยกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อาการก็อยู่ในระยะลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็งยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

การตรวจโรคเกี่ยวกับโรคต่างๆรวมไปถึงไขมันในเลือดสูง    

การตรวจโรคเกี่ยวกับโรคต่างๆรวมไปถึงไขมันในเลือดสูง         

โรคตับแข็งนั้นไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ทำได้เพียงแค่รักษาแบบประคับประคองเพื่อที่จะไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงหรือแย่ลง และเพื่อลดโอกาศการเกิดสภาวะแทรดซ้อนการตรวจโรคตับแข็งนั้นมีหลายวิธีเราสามารถตรวจได้ ดังต่อไปนี้

การตรวจเลือด 

คือการตรวจสารเคมีในเลือดของเราเพื่อที่จะวัดประสิทธิภาพในการทำงานและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับของเราโดยมรการทดสอบดูได้หลายส่วน เช่น ตรวจดูการแข็งตัวของเลือดว่ามีอาการแข็งตัวผิดปกติหรือไม่ ตรวจการทำงานของตับว่าปกติหรือไม่จากการดูค่าสารบิลิรูบิน ที่เกิดจจากการแตกตังของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเอนไซน์บางชนิด การทดสอบหาโรคไวรัสตับอักเสบบี เอ และซี โดยการที่วัดเอนไซม์ 2 ตัว นั่นก็คือ  SGOT (AST) และ SGPT(ALT) ซึ่งค่าที่ตรวจนั้นถ้าหากขึ้นว่าเกิดมาตฐานจะแสดงหรือบ่งบอกว่าเกิดอาการอักเสบของตับ เนื่องมาจากโรคไวรัสตับอักเสบหรือตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ รวมไปถึงตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ในระดับไหน หากมีระดับที่ลดลงอาจหมายถึงเริ่มมีอาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้าย

การตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจสอบ เป็นการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับบางชิ้นส่วนของเราไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันผลการวิจัยของแพทย์ผู้เชียวชาญและเพื่อช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ทันท่วงที

การตรวจสแกนตับ เป็นการเอ็กซเรย์ตับ เพื่อดูภาพภ่ายเอกซเรย์ ดูสภาพของเนื้อเยื้อว่าเกิดรอยแผลหรือเกิดพังผืดขึ้นหรือไม่ ด้วยการตรวจ อันตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

การผ่าตัดด้วยกล้อง ในส่วนการผ่าตัดด้วยกล้องนี้ บางกรณีอาจที่จะต้องใช้การผ่าตัดด้วยการส่องกล้องบริเวณช่องท้องเพื่อให้เห็นตับทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น