สุขภาพทั่วไป

โรคเอดส์และคนไทย

เราจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยของเรานั้น มีคนที่ติดโรคเอดส์นี้เป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ เพราะว่าในทุกๆปีนั้น จะมีการกระจายข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับผู้ป่วยโรงเอดส์นี้แทบจะทุกปี เป็นการกระจายข่าวว่ามีผู้ติดโรคนี้จำนวนไหน และมีการซื้อ  ชุดตรวจ hiv  ใช้กันมากในและประเทศและแน่นอนว่า ประเทศไทยของเรานั้น ก็ติดหนึ่งนั้นอย่างแน่นอน เพราะว่าเรานั้นไม่รู้ว่า คนที่เรานั้นมีเพศสัมพันธ์ด้วย เป็นผู้ที่มีเชื่อเอดส์นี้อยู่รึเปล่า ฉะนั้นเราจะไม่สามารถทราบในส่วนของตรงนี้ได้ จึงทำให้เกิดความวิตกกังวลได้ ฉะนั้นเราต้องรู้จักศึกษาให้ดีก่อน เพื่อการใช้ชีวิตปราศจากโรคภัยของเรา

สาเหตุของการเกิดโรคเอดส์นี้

หลายๆคนคงจะรู้ดีว่าหลักๆของผู้ที่ติดโรคนี้ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์กัน ไม่ได้ป้องกัน ไม่ได้สวมถุงยาง เพราะโรคเอดส์นี้นอกจากจะติดจากการมีเพศสัมพันธ์แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถติดจากน้ำลายได้อีกด้วย ฉะนั้นเราไม่สามารถรู้ไดเลยว่าคนไหนกำลังเป็นอยู่ คนได้มีเชื่ออยู่ ฉะนั้นการที่เรารู้จักการเซฟตัวเอง เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้เรานั้น รู้จักการป้องกันตัวเองมากยิ่ง เราจะได้รู้จักการรักษาตัวเราเองมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นเราจะต้องรู้อยู่แล้วว่าสาเหตุของโรคนี้เกิดจากอะไร แต่เราสามารถที่จะป้องกันและหลีกเลี่ยงมันได้ แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเรานั้นจะทำมันรึเปล่า

การรักษาโรคเอดส์

เราจะเห็นได้ว่าจะมีที่รักษาโดยเฉพาะโรคเลย จะมีผู้ป่วยโรคเอดส์นี้อยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งที่วัดนี้มีการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์โดยเฉพาะ มีคนร่วมกันทำบุญ บริจาคช่วยผู้ป่วยโรคนี้กันอย่างมาก เพราะจะมีคนดูแลผู้ป่วยตลอด แต่มาในยุคปัจจุบันนี้ เริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือในการรักษา รวมถึงตัวยาต่างๆ ในการรักษาโรคเอดส์นี้ มีทั้งต้านเชื้อไวรัสเอดส์ รวมถึงมีการนำยาจากธรรมชาติ มาร่วมในการรักษาอีกด้วย นั่นก็คือ คลอโรฟิลล์ หลายๆคนคงจะคุ้นชื่อยาตัวนี้ดี เป็นหัวเชื้อสีเขียวๆเข้มๆหยดกินกับน้ำ

แต่ในกรณีผู้ป่วยโรคเอดส์นี้ จะต้องกินตาคำแนะนำอาจจะกินตัวคลอโรฟิลล์เพียวๆเลย กินรักษาไปเรื่อยๆ จะทำให้ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น เพราะตัวยานี้จะช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้ดี แต่นอกจากนี้เราต้องพักผ่อน มีใจในการต่อสู้กับโรคนี้ด้วยและเท่าที่ได้ยินมานั้น มีคนเคยหายจากโรคนี้โดยการรับประทานคลอโรฟิลล์ด้วย ฉะนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์นี้ได้อย่างดี จะต้องมีการนำไปพัฒนาเป็นยาที่เป็นมาตรฐานของการรักษาโรคเอดส์นี้อย่างแน่นอนในอนาคต

อาหารที่คนท้องต้องกิน

วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารสำหรับคนท้องที่มีประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณแม่เองและสำหรับเจ้าตัวเล็กอยู่ในท้องเราเป็นแม่สั่งอาหารที่กินเข้าไปเหล่านี้จะช่วยดูแลและเสริมพัฒนาการให้เจอตัวใดที่อยู่ในท้องปีความแข็งแรงและคลอดออกมาจากท้องคุณแม่ได้อย่างปลอดภัย

1 คุณแม่ที่ตั้งท้องควรจะมีการดื่มน้ำเยอะเยอะดีกว่าเลยว่าคุณจะดื่มวันละแปดถึง 12 แก้วประกันดื่มน้ำเยอะจะช่วยให้คุณแม่ไม่เป็นโรคขาดน้ำ

2 แล้วสำหรับที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ทุกวันและทุกมื้อเพื่อที่ลูกจะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนแต่การกินอาหารที่ดีควรจะกินให้พอเหมาะไม่ควรจะกินอิ่มมากเกินไปเพราะคุณแม่จะรู้สึกอึดอัดได้ง่าย

3 คุณแม่ควรจะทานปลาซาดีนเยอะเยอะเพราะว่าจะช่วยไปเสริมแคลเซี่ยมในร่างกายทั้งสองตัวคุณแม่เองและของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ด้วย

4 กินพริกแดงจะช่วยในเรื่องของการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและมีผลต่อการผลิตคอลลาเจนในร่างกายแต่ก็ไม่ควรทานมากจนเกินไปเพราะจะมีทั้งต่อการแสบท้อง

5 เมล็ดฟักทองเป็นที่รู้กันดีว่าในเมล็ดฟักทองเท่านั้นมีธาตุเหล็กเยอะซึ่งสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงเพื่อนำมาช่วยในเรื่องของการดูดซึมแร่ธาตุของร่างกายดังนั้นการกินไม่ได้ฟักทองนอกจากจะทำให้คุณแม่อิ่มรึยังเป็นประโยชน์กับตัวคุณแม่ด้วย

6สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยควรจะกินผักผลไม้ให้เยอะเยอะโดยอย่างน้อยมื้อหนึ่งต้องมีผักเป็นส่วนผสมของอาหารที่กินเข้าไปจากหนึ่งอย่างแล้วควรจะมีการผลัดดเปลี่ยนหมุนเวียนชนิดของผักอย่างน้อยสี่ถึงห้าชนิดด้วยกันเพราะว่าผักแต่ละชนิดมีสารอาหารที่แตกต่างกันดังนั้นร่างกายจึงควรได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อนำมาพัฒนาร่างกายของคุณแม่และลูกน้อย

7สมุนไพรและผักผักบางชนิดเป็นสมุนไพรในตัวเองไม่ว่าจะเป็นมะนาวหรือขิงซึ่งผักสมุนไพรพวกนี้คุณแม่สามารถนำมาต้มผสมน้ำกินเพื่อช่วยเป็นยาลดอาการไข้หวัดคัดจมูกต่างๆได้ซึ่งจะดีกว่าการที่คุณแม่กินยาเม็ดเพราะจะมีผลต่อลูกน้อยในครรภ์ด้วย

8อาหารที่มีธาตุเหล็กไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ตับปลาหรือว่าไข่แดงเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งตอบคุณแม่และตัวลูกน้อยในครรภ์หนึ่งนั้นอาหารที่มีธาตุเหล็กเรานี้คุณแม่ควรจะมีกินประจำทุกวันสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละมื้อ

9คุณแม่ที่กำลังท้องควรจะกินอาหารที่มีโปรตีนเพื่อทิศโปรตีนจะได้เข้าไปเสริมสร้างร่างกายให้กับเจ้าลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ซึ่งอาจที่มีโปรตีนก็จะเป็นพวกอาหารทะเลพวกเนื้อสัตว์ต่างๆนอกจากจะช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงแล้วยังช่วยให้คุณแม่แข็งแรงอีกด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

น้ำกะทิ สามารถนำไปประกอบหาอารได้อีกทั้ง ของคาว และก็ของว่าง น้ำกะทิมีคุณประโยชน์จำนวนมาก และก็มีการใช้น้ำกะทิในด้านต่างๆ มากมายเลยทีเดียว ซึ่งโดยมากจะช่วยสร้างระบบภูมิต้านทานแล้วก็คุ้มครองป้องกันของร่างกาย

  • สารอาหารในน้ำกะทิ
    ในน้ำกะทิมีวิตามินหลายแบบ แร่ธาตุ รวมทั้งอิเล็กโทรไลท์ แล้วก็โพแทสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวในน้ำมันที่ทำจากมะพร้าวถูกทำขึ้นจากกรดไขมันห่วงโซ่สั้นรวมทั้งห่วงโซ่กึ่งกลางได้อย่างเร็ว แปลงเป็นพลังงานแทนการจัดเก็บเป็นไขมัน ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ไขมันอิ่มตัวจะสูง แต่ว่ามะพร้าวสามารถช่วยสำหรับการลดหุ่นได้

 

  • กรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งถูกย่อยได้ง่าย แล้วก็โยกย้ายได้ง่าย เมื่อบริโภคเข้าไป จะผ่านคอไปยังกระเพาะไปสู่ไส้ แล้วไปถูกเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันดังน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ชอบทานน้ำกะทิก็เลยแข็งแรงเนื่องจากว่าได้พลังงานเมื่อบริโภคเข้าไป

 

  • ทั้งยังไปกระตุ้น ให้ต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อน จากผลของอุณหภูมิ Thermogenesis ซึ่งช่วยสำหรับเพื่อการเผาผลาญของกินที่กินเข้าไปพร้อมเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันภายในร่างกาย นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า น้ำกะทิ ช่วยในการลดหุ่นได้ นั่นเอง

 

  • กรดลอริค(Lauric Acid) ครึ่งของห่วงโซ่กรดไขมันกึ่งกลางในน้ำกะทิมีกรดลอริค ซึ่งช่วยต้านทานเชื้อไวรัส ป้องกันแบคทีเรียและจุลชีวัน แล้วก็ต่อต้านเชื้อรา น้ำกะทิสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

 

  • ทุเลาโรคภัยไข้เจ็บ

น้ำกะทิมีชื่อเสียง เพื่อทุเลาลักษณะของการเจ็บคอและก็แผล แล้วก็เป็นโอกาสสำหรับผู้แพ้แลคโตสหรือแพ้นมจากสัตว์ เครื่องดื่มมังสวิรัตินี้ยังรวมทั้งถั่วเหลือง แล้วก็ถั่วอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงรักษาผิวพรรณ

น้ำกะทิถูกประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลผิวพรรณ เพื่อผิวเปียกชื้นแล้วก็ทุเลาผิวแห้งรวมทั้งผื่น นอกเหนือจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับผมและการอาบน้ำ
น้ำกะทิมีสาระประโยชน์จำนวนมากต่อสถาพทางร่างกายของพวกเรา ดังนั้นจงลืมความคิดที่ไม่ถูก ว่าการกินน้ำกะทิมากจะทำให้อ้วนไปได้เลย แม้กระนั้นการกินที่มากเกินควร ก็บางทีอาจจะมีผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ควรจะกินแต่ว่าพอเหมาะพอดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

อันตรายแค่ไหน หากแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัวมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่ง จะมีอาการทันทีหลังทานอะไรที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ หรือหลังจากนั้นสักระยะ โดยอาการทั่วไป คือ ลมพิษ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาเจียน ไอ หายใจดัง เป็นต้น โดยอาการแพ้นมวัวจะอันตรายแค่ไหนไปดูกัน

อันตรายของการแพ้นมวัว
การแพ้นมวัว ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ตัวเอง หรือหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ เพราะนมวัวจัดเป็นอาหารลำดับ 3 ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตได้ รองจากถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ โดยอาการแพ้จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จนอาจถึงขั้นปิดกั้นทางเดินหายใจ หรือคอบวมจนหายใจลำบาก หน้าแดง อาการคัน เกิดภาวะช็อกเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ควรสังเกตตนเองหรือลูกว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่หลังทานนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวเข้าไป หากพบอาการบางอย่างและสงสัยว่ามีอาการแพ้ แม้ว่าจะไม่ร้ายแรง ก็ควรไปพบแพทย์และทำการทดสอบ

สาเหตุการแพ้นมวัว
สาเหตุการแพ้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจว่านมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมอันตรายต่อร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจึงพยายามกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย ฉะนั้นครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้ แอนติบอดี้ IgE จะเกิดปฏิกิริยาและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสทามีนและสารเคมีอื่นๆ จนเกิดเป็นอาการแพ้

โปรตีนในนมวัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มี 2 ชนิดหลัก คือ โปรตีนเคซีนที่พบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง และโปรตีนเวย์ซึ่งพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไขแล้ว

ใครเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับบ้าง

ร่างกายของคนทุกคนมีความต้องการอาหารที่มีประโยชน์มากมาย สำหรับบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นเราทั้งหลายต้องรู้ว่าควรทานอะไร ทานอาหารแบบไหน และควรทานอะไรเข้าไปเพื่อจะได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าสำหรับร่างกาย หากเราไม่ดูแลตนเอง อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อาทิเช่น โรคไขมันพอกตับ เป็นต้น

เนื่องจากสารอาหารแต่ละอย่างส่งผลและมีสารอาหารที่สามารถเข้าไปช่วยร่างกายของเราให้แข็งแรง เช่น

  • กากใยอาหารสามารถป้องกันหรือช่วยในการเกิดโรคท้องผูกได้ โรคริดสีดวง และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ
  • แคลเซี่ยมสามารถช่ยป้องกันให้เกิดโรคกระดูกพรุน
  • วิตามิน เอ ซี อี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างมากกับร่างกายของเรา และสามารถแบ่งได้เป็น 6 หมวดด้วยกัน นั้นก็คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต น้ำ และไขมัน

ซึ่งสารอาการเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีจุดประสงค์ร่วมกันคือช่วยดูแลร่างกายให้มีความแข็งแรง ต้านโรคต่างๆ ถ้าหากเราทานอาหารในขนาดที่น้อยเกินไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน เราควรทานอาหารในขนาดพอเหมาะหรือขนาดที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่บริโภคแต่อาหารที่มีแต่ไขมันจนมากเกิน

กล่าวคืออาหารที่เราทานเข้าไปนั้น เป็นเปรียบเสมือนกับเราได้ทานยาเข้าไปเพื่อนำไปแก้ไขจุกบกพร่องของร่างกาย เช่นเข้าไปช่วยล้างสารพิษ หรือเป็นยาเพื่อป้องกันรักษาโรคด้วย เหล่าบรรดาแพทย์ไม่ว่าจะเป็นกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีกฎหรือกำหนดข้อปฏิบัติในการทานอาหารเพื่อสุขภาพของพวกเราหรือชาวไทยไว้ 9 ข้อ หรือเรียกอีกอย่างว่าเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ

  1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ควรดื่มนมให้เหมาะกับวัยและอายุเพื่อความเหมาะสม
  3. รับประทานปลา และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันหรือมันน้อยหรือไม่ค่อยจะมีไขมัน หรืออาจจะเน้น ไข่ หรือถั่วเมล็ดแห้งก็ได้
  4. ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักและควรสลับกับอาหารที่เป็นจำพวกแป้ง อาจจะกินแป้งได้แต่เป็นครั้งๆไป
  5. ควรทานอาหารจำพวกพืชผักให้เยอะ ซึ่งควรมีผักอยู่ในอาหารทุกมื้อที่กินจะเป็นสิ่งที่ดีและควรรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วย และเราควรรับประทานผลไม้ให้ติดเป็นนิสัย
  6. ควรทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง ไม่ควรทานเยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อวัน
  7. ควรเลือกทานอาหารที่ไม่มีอะไรเจือปน หรือควรล้างผักผลไม้ให้ดีก่อนนำมาทาน
  1. ควรดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง หากเลิกได้ก็จะดี
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านหรือเน้นหวาน และเน้นเค็มจนเกินไป

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้
หากคุณเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อหนองใน หรือรู้ หรือสงสัยว่าได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหนองในมา สิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรลังเลเลยคือการไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเช็คสุขภาพของคุณเองด้วยหากติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อจะได้เลือกหนทางในการดูแลตัวเองได้ถูก สำหรับการตรวจในผู้ที่มีอาการนั้น แพทย์จะนำหนองไปย้อมสีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อตรวจสอบให้มั่นใจ ถ้าหากพบว่าเป็นโรคหนองในจริง แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะขนานใดขนาดหนึ่ง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนองในแท้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากการที่ติดเชื้อหนองในเทียมที่มีชื่อเชื้อว่า Chlamydia ร่วมด้วยประมาณ 30% ในทางการแพทย์จึงจะรักษาไปพร้อมๆ กันทั้งสองโรคด้วยการให้ยา ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ไปกินครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 สัปดาห์

ผู้ที่ติดเชื้อหนองในควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL – Venereal Disease Research Laboratory) เป็นการตรวจหาเชื้อซิฟิลิส เพราะผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมักจะไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงแค่โรคเดียว ดังนั้นจึงควรที่จะตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ นอกจจากซิฟิลิส ก็จะเป็น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคไวรัสตับอักเสบบี ร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นหรือไม่เป็น จะได้ทำการรักษาได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ในการตรวจหากผลการตรวจออกมาเป็นบวก หรือที่มักเรียกกันว่า ‘เลือดบวก’ ก็แสดงว่าเป็นซิฟิลิส โดยแนะนำว่าควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มให้การรักษา และไปตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนถัดไป
ในเพศหญิงที่มีอาการหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ และมีอาการดังต่อไปนี้ คือ ไข้สูง ปวดท้องน้อง ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นอาการของปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน จะต้องรักษาภายใน 24 ชั่วโมง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกิดภาวะมีบุตรยาก ผู้ป่วยอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไข ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เป็นหนองใน ควรต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคนี้ให้หายขาด เพราะโรคนี้สามารถส่งต่อไปที่ลูกในท้องได้ โดยลูกจะติดเชื้อในระหว่างทำการคลอด อาจทำให้เกิดความพิการหากเชื้อโดนเข้าที่ตา ตาจะอักเสบรุนแรงไปจนถึงทำให้ตาบอด หรืออาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกได้ ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์จึงต้องมีการหยอดตาทารกแรกเกิดด้วย Silver Nitrate 1% ในทุกราย เพื่อลดโอกาสที่จะติดเชื้อนี้ นอกจากนั้น โรคหนองในที่มีอาการรุนแรงยังอาจกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้อีกด้วย

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

                Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจกันดีเกี่ยวกับโรคหรืออาการของโรคหัวใจ และเช่นเดียวกันจะมีใครบ้างที่จะรู้ว่าเป็นโรคตับมันจะมีอาการอย่างไรบ้าง และการกระทำอะไรบ้างที่เป็นอันตรายต่อตับของเรา ซึ่งการบำรุงตับทำได้ด้วยการทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกาย หรือแม้แต่การซื้อการหารเสริม Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ มาทานเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

               โรคตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

การที่ตับอักเสบได้นั้นมักจะมีสาเหตุหลักๆนั้นก็คือการได้รับเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้นเอง ซึ่งเชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปภายในร่างกายของเราแล้วเข้าไปทำร้ายตับของเราและจึงก่อให้เกิดโรคตามมา ซึ่งอาจจะเป็นโรคมะเร็งตับหรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับโดยตรง บางคนก็ไม่ทราบได้ว่าตนเองมีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในร่างกายของตนเอง สาเหตุที่เป็นโรคนี้กันมากทั่วโลกก็น่าจะมาจากการติดเชื้อด้วยกันทั้งสิ้น หรือติดต่อผ่านทางแม่สู่บุตรของตนได้

               ความหมายของโรคตับอักเสบ

ความหมายโดยทั่วไปที่เราพอจะคาดเดาได้นั้นก็คือ เกิดจากการอักเสบของตับ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าตับมีความสำคัญมากที่สุดต่อมนุษย์อย่างเราๆ หากตับของเราเกิดความเสียหายหรือเกิดการอักเสบขึ้นมันจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

ซึ่งการอักเสบของตับนั้นเกิดขึ้นเพราะเราทานอาหารที่ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร หรือเรียกว่ากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ แถมยังทำร้ายตับโดยตรงอีกด้วย อาทิเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาเสพติด จึงทำให้                              เกิดเชื้อไวรัสตามมาได้

ส่วนทางด้านไวรัสตับอักเสบเอนั้น เรามักพบในประเทศออสเตรเลียมากกว่าประเทศอื่นๆ นอกจากไวรัสตับอักเสบเอก็ยังมีไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีอีกด้วย ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะมีความแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั้นก็คือสั่งผลกระทบต่อตับของเรามากกว่าอวัยวะอย่างอื่น

               อธิบายคร่าวๆถึงโรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ด้วยวิธีการดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสนี้ปนเปื้อนมา แต่ทว่ามนุษย์เราก็มักจะมีภูมิป้องกันตนเองด้วยการสร้างระบบคุ้มกันให้กับตนเองได้ แต่ข่าวดีสำหรับบุคคลที่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน

  1. แบบเฉียบพลัน
  2. แบบเรื้อรัง

ซึ่งโรคเหล่านี้ที่เกิดกับคนโตๆหรือกับผู้หลักผู้ใหญ่มันจะสามารถกำจัดเชื้อของตนเองออกไปได้โดยอาศัยเวลาในการซ่อมแซมตนเองประมาณระยะเวลาถึง 6 เดือนด้วยกัน

ไม่สบายออกกำลังกายได้หรือไม่

การที่เราหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและออกเป็นประจำ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และยังกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ แต่ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักจะไม่แน่ใจว่าออกกำลังกายได้หรือไม่ หากออกกำลังกายขณะที่ยังป่วย จะทำให้อาการของเราแย่ลงไปอีกหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นเราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

ออกกำลังกายตอนป่วย ทำได้หรือไม่
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของการออกกำลังกาย คือ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราและช่วยให้แข็งแรงขึ้น แต่ในเมื่อคุณกำลังไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บป่วย การที่จะออกกำลังกายก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับสุขภาพของเราเสมอไป เพราะอาการเจ็บป่วยบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจสามารถออกกำลังกายได้  แต่บางอาการก็ควรที่จะงดหรือเลี่ยงการออกกำลังกาย และควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายจนกว่าจะหายดี โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ได้แนะนำว่าให้ใช้ “คอ” เป็นเกณฑ์ในการสำรวจอาการป่วยไข้ที่เป็นว่าสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากอาการเจ็บป่วยของคุณเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป แบบที่ไม่รุนแรง คุณจะสามารถออกกำลังกายในรูปแบบเบาๆ ได้ แต่ควรจะงดออกกำลังกายตอนป่วยอย่างเด็ดขาด หากอาการป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่อวัยวะต่ำกว่าลำคอลงมา

อาการป่วยที่ยังออกกำลังกายได้

  • เป็นไข้หวัดธรรมดา
  • ไอจามเบาๆ
  • คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ
  • ปวดหู

อาการป่วยที่อย่าฝืนออกกำลังกาย

  • เป็นไข้หวัดใหญ่
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ไอมีเสมหะ
  • ไอแบบมีเสียงฟืดฟาดหรือเสียงหวีด (Wheezing cough)
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย

ป่วยอยู่ ออกกำลังกายอย่างไรดี
ในระหว่างการเจ็บป่วย คุณควรทำการลดความหนักในการออกกำลังกายลง และหันมาออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่หักโหมจนทำร้ายสุขภาพ เช่น ใช้วิธีการเดินแทนการวิ่ง หรือเล่นโยคะเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่มีของร่างกายเราตะได้ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากว่าคุณกำลังรู้สึกว่าการออกกำลังกายแล้วอาการมีท่าทีแย่ลง ให้หยุดแล้วอย่าฝืนออกกำลังกายต่อ  รอจนร่างกายหายดีเป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง

หากอยากไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนป่วย?
หากคุณกำลังป่วยเป็นไข้หวัด ทางที่ดีคุณควรงดออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะการออกกำลังกายที่ฟิตเนสถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก และการที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่าย แต่หากว่าเลี่ยงไม่ได้หรือจำเป็นจะต้องออกกำลังกายตอนป่วยที่ฟิตเนสจริงๆ คุณควรจะล้างมือให้สะอาด เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งก่อนและหลังใช้ ด้วยการเช็ดมือด้วยเจลล้างมือระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากไอจามทุกครั้ง เพื่อป้องกันตัวเองติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น

เมื่อไหร่จึงจะกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ
สำหรับในวัยผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อสำรวจตนเองแล้วไม่มีอาการแทรกซ้อน อาการป่วยอาการไข้หวัดของคุณจะหายเป็นปกติภายใน 7 วัน แต่ถ้าหากว่าไข้หวัดใหญ่เกิดต้องใช้เวลารักษานานตั้งแต่ 10 วันถึง 2 สัปดาห์ หรือถ้าหากเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นขณะป่วย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบหรือที่เรียกว่า โพรงจมูกอักเสบ คุณอาจต้องใช้เวลาในการรักษาตัวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป กว่าที่อาการป่วยนั้นจะหายสนิท นอกจากนี้อาการไอรุนแรงหรือไอแบบมีเสมหะก็เป็นอาการที่สามารถเป็นติดต่อกันได้นานหลายสัปดาห์หากไม่รักษาจนหายสนิทไม่มีอาการอีกต่อไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหากคุณมีอาการป่วยไข้เกิดขึ้น คุณควรจะพักรักษาตัวเองให้หายก่อน ไม่ว่าจะกินยาตามที่แพทย์ระบุ และพักผ่อนให้เพียงพอ ในเมื่ออาการป่วยหายดี และร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่แล้วจึงสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ตามรูปแบบปกติ

ลดความอ้วน ‘กินช้า หรือ กินเร็ว’ ดีกว่ากัน

สารพัดเทคนิคที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนสรรหามาใช้เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหารอย่างจริงจังแล้ว เทคนิคการกินอาหารยังมีมากมายจนเราตามกันไม่ทัน

…แต่วิธีง่าย ๆ ที่เราเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ คือ “ความเร็วในการกินอาหาร”

กินช้า VS กินเร็ว
จากรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 จำนวน 59,717 คน พบว่า คนที่มีนิสัย “กินช้า” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าคนที่มีนิสัย “กินเร็ว” คนที่ตอบว่าตัวเองเป็นคนที่กินในระยะเวลา “กลาง ๆ” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่กินช้า แต่ยังน้อยกว่าคนที่กินเร็ว

นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า คนที่ติดนิสัยกินเร็วมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักมากกว่าคนที่กินช้า หรือกินปกติ เหตุผลที่ทำให้คนกินเร็วเสี่ยงอ้วนมากกว่า เพราะเมื่อเรากินอาหาร สัญญาณความหิวของเราจะถูกย้ายจากท้องไปที่สมองแทน และสมองจะใช้เวลาราว 20 นาทีในการสั่งให้ร่างกายหยุดกิน ดังนั้นหากเรากินเร็ว กว่าที่สมองจะสั่งการให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และควรหยุดกิน เราก็กินอาหารเข้าไปเยอะกว่าคนอื่น ๆ แล้ว ดังนั้นคนที่กินเร็วจึงมักมีปัญหารู้สึกอิ่มเกินไปจนอึดอัดท้อง เพราะกว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่ม เราก็กินเข้าไปเยอะมากเกินไปแล้วนั่นเอง

เคล็ดลับกินอาหารให้อิ่มเร็วขึ้น

  • หากอยากกินอาหารให้อิ่มได้เร็วขึ้น จะได้ไม่เผลอกินจนอ้วน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
  • เคี้ยวอาหารให้มากขึ้นในแต่ละคำ ลองนับดูว่า 1 คำเคี้ยวให้ได้ราว 15-30 ครั้งก่อนกลืน
  • ใช้เวลาในการกินอาหารให้ได้ราว 20-30 นาทีต่อมื้อ
  • จิบน้ำระหว่างมื้ออาหารบ้าง (ไม่เกิน 1-2 แก้ว) ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
  • วางช้อนส้อมลงบนจานขณะกำลังเคี้ยวอาหาร การถือช้อนส้อมเอาไว้ขณะเคี้ยวอาหารอาจทำให้คุณเตรียมคำต่อไป และกินได้เร็วกว่าเดิม

หากคุณค่อย ๆ ลองปรับเวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละครั้งดู อาจทำให้คุณลดความเร็วในการรับประทานอาหารลงได้ไม่ยาก หากใครที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบจนเคยตัว มื้อไหนที่ไม่รีบก็ลองค่อย ๆ ละเลียดกินดูบ้าง ก็จะช่วยให้เรากินอิ่มเร็วขึ้น แถมยังอาหารย่อยง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปอด

กรมการแพทย์เผยสัญญาณอันตรายมะเร็งปอด หากพบไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะเป็นเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบมีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ลดเสี่ยงมะเร็งปอด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ ทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคมะเร็งปอดที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งปอดเพศชายรายใหม่จำนวน 9,779 คน หรือคิดเป็น 27.4 คนต่อประชากรแสนคนและเพศหญิงจำนวน 5,509 คน หรือคิดเป็น 14.2 คนต่อประชากรแสนคน และในปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิต 13,414 คนต่อปี

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ

  • การสูบหรือรับควันบุหรี่
  • พันธุกรรม
  • สัมผัสสารก่อมะเร็งอื่นๆ ที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดเช่น ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสีควันธูป ควันจากท่อเสีย และมลภาวะทางอากาศ

อาการของโรคมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง
  • ไอมีเสมหะเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก
  • เหนื่อยหอบ
  • มีเสียงหวีด
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป
  • เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่
  • ปอดติดเชื้อง่าย
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด

มะเร็งปอด ไม่มีตรวจคัดกรอง
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการคัดกรองเป็นประจำทุกปี หรือหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์การรักษาโรคมะเร็งนี้ คือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดการฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใดของโรคดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกได้และให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

การป้องกันโรคมะเร็งปอด
การป้องกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้น “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์