อันตรายแค่ไหน หากแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัวมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่ง จะมีอาการทันทีหลังทานอะไรที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ หรือหลังจากนั้นสักระยะ โดยอาการทั่วไป คือ ลมพิษ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาเจียน ไอ หายใจดัง เป็นต้น โดยอาการแพ้นมวัวจะอันตรายแค่ไหนไปดูกัน

อันตรายของการแพ้นมวัว
การแพ้นมวัว ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ตัวเอง หรือหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ เพราะนมวัวจัดเป็นอาหารลำดับ 3 ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตได้ รองจากถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ โดยอาการแพ้จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จนอาจถึงขั้นปิดกั้นทางเดินหายใจ หรือคอบวมจนหายใจลำบาก หน้าแดง อาการคัน เกิดภาวะช็อกเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ควรสังเกตตนเองหรือลูกว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่หลังทานนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวเข้าไป หากพบอาการบางอย่างและสงสัยว่ามีอาการแพ้ แม้ว่าจะไม่ร้ายแรง ก็ควรไปพบแพทย์และทำการทดสอบ

สาเหตุการแพ้นมวัว
สาเหตุการแพ้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจว่านมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมอันตรายต่อร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจึงพยายามกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย ฉะนั้นครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้ แอนติบอดี้ IgE จะเกิดปฏิกิริยาและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสทามีนและสารเคมีอื่นๆ จนเกิดเป็นอาการแพ้

โปรตีนในนมวัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มี 2 ชนิดหลัก คือ โปรตีนเคซีนที่พบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง และโปรตีนเวย์ซึ่งพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไขแล้ว

ใครเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับบ้าง

ร่างกายของคนทุกคนมีความต้องการอาหารที่มีประโยชน์มากมาย สำหรับบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นเราทั้งหลายต้องรู้ว่าควรทานอะไร ทานอาหารแบบไหน และควรทานอะไรเข้าไปเพื่อจะได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าสำหรับร่างกาย หากเราไม่ดูแลตนเอง อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อาทิเช่น โรคไขมันพอกตับ เป็นต้น

เนื่องจากสารอาหารแต่ละอย่างส่งผลและมีสารอาหารที่สามารถเข้าไปช่วยร่างกายของเราให้แข็งแรง เช่น

  • กากใยอาหารสามารถป้องกันหรือช่วยในการเกิดโรคท้องผูกได้ โรคริดสีดวง และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ
  • แคลเซี่ยมสามารถช่ยป้องกันให้เกิดโรคกระดูกพรุน
  • วิตามิน เอ ซี อี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างมากกับร่างกายของเรา และสามารถแบ่งได้เป็น 6 หมวดด้วยกัน นั้นก็คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต น้ำ และไขมัน

ซึ่งสารอาการเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีจุดประสงค์ร่วมกันคือช่วยดูแลร่างกายให้มีความแข็งแรง ต้านโรคต่างๆ ถ้าหากเราทานอาหารในขนาดที่น้อยเกินไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน เราควรทานอาหารในขนาดพอเหมาะหรือขนาดที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่บริโภคแต่อาหารที่มีแต่ไขมันจนมากเกิน

กล่าวคืออาหารที่เราทานเข้าไปนั้น เป็นเปรียบเสมือนกับเราได้ทานยาเข้าไปเพื่อนำไปแก้ไขจุกบกพร่องของร่างกาย เช่นเข้าไปช่วยล้างสารพิษ หรือเป็นยาเพื่อป้องกันรักษาโรคด้วย เหล่าบรรดาแพทย์ไม่ว่าจะเป็นกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีกฎหรือกำหนดข้อปฏิบัติในการทานอาหารเพื่อสุขภาพของพวกเราหรือชาวไทยไว้ 9 ข้อ หรือเรียกอีกอย่างว่าเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ

  1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ควรดื่มนมให้เหมาะกับวัยและอายุเพื่อความเหมาะสม
  3. รับประทานปลา และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันหรือมันน้อยหรือไม่ค่อยจะมีไขมัน หรืออาจจะเน้น ไข่ หรือถั่วเมล็ดแห้งก็ได้
  4. ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักและควรสลับกับอาหารที่เป็นจำพวกแป้ง อาจจะกินแป้งได้แต่เป็นครั้งๆไป
  5. ควรทานอาหารจำพวกพืชผักให้เยอะ ซึ่งควรมีผักอยู่ในอาหารทุกมื้อที่กินจะเป็นสิ่งที่ดีและควรรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วย และเราควรรับประทานผลไม้ให้ติดเป็นนิสัย
  6. ควรทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง ไม่ควรทานเยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อวัน
  7. ควรเลือกทานอาหารที่ไม่มีอะไรเจือปน หรือควรล้างผักผลไม้ให้ดีก่อนนำมาทาน
  1. ควรดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง หากเลิกได้ก็จะดี
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านหรือเน้นหวาน และเน้นเค็มจนเกินไป

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้
หากคุณเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อหนองใน หรือรู้ หรือสงสัยว่าได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหนองในมา สิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรลังเลเลยคือการไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเช็คสุขภาพของคุณเองด้วยหากติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อจะได้เลือกหนทางในการดูแลตัวเองได้ถูก สำหรับการตรวจในผู้ที่มีอาการนั้น แพทย์จะนำหนองไปย้อมสีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อตรวจสอบให้มั่นใจ ถ้าหากพบว่าเป็นโรคหนองในจริง แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะขนานใดขนาดหนึ่ง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนองในแท้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากการที่ติดเชื้อหนองในเทียมที่มีชื่อเชื้อว่า Chlamydia ร่วมด้วยประมาณ 30% ในทางการแพทย์จึงจะรักษาไปพร้อมๆ กันทั้งสองโรคด้วยการให้ยา ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ไปกินครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 สัปดาห์

ผู้ที่ติดเชื้อหนองในควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL – Venereal Disease Research Laboratory) เป็นการตรวจหาเชื้อซิฟิลิส เพราะผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมักจะไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงแค่โรคเดียว ดังนั้นจึงควรที่จะตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ นอกจจากซิฟิลิส ก็จะเป็น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคไวรัสตับอักเสบบี ร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นหรือไม่เป็น จะได้ทำการรักษาได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ในการตรวจหากผลการตรวจออกมาเป็นบวก หรือที่มักเรียกกันว่า ‘เลือดบวก’ ก็แสดงว่าเป็นซิฟิลิส โดยแนะนำว่าควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มให้การรักษา และไปตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนถัดไป
ในเพศหญิงที่มีอาการหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ และมีอาการดังต่อไปนี้ คือ ไข้สูง ปวดท้องน้อง ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นอาการของปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน จะต้องรักษาภายใน 24 ชั่วโมง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกิดภาวะมีบุตรยาก ผู้ป่วยอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไข ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เป็นหนองใน ควรต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคนี้ให้หายขาด เพราะโรคนี้สามารถส่งต่อไปที่ลูกในท้องได้ โดยลูกจะติดเชื้อในระหว่างทำการคลอด อาจทำให้เกิดความพิการหากเชื้อโดนเข้าที่ตา ตาจะอักเสบรุนแรงไปจนถึงทำให้ตาบอด หรืออาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกได้ ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์จึงต้องมีการหยอดตาทารกแรกเกิดด้วย Silver Nitrate 1% ในทุกราย เพื่อลดโอกาสที่จะติดเชื้อนี้ นอกจากนั้น โรคหนองในที่มีอาการรุนแรงยังอาจกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้อีกด้วย

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

                Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจกันดีเกี่ยวกับโรคหรืออาการของโรคหัวใจ และเช่นเดียวกันจะมีใครบ้างที่จะรู้ว่าเป็นโรคตับมันจะมีอาการอย่างไรบ้าง และการกระทำอะไรบ้างที่เป็นอันตรายต่อตับของเรา ซึ่งการบำรุงตับทำได้ด้วยการทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกาย หรือแม้แต่การซื้อการหารเสริม Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ มาทานเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

               โรคตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

การที่ตับอักเสบได้นั้นมักจะมีสาเหตุหลักๆนั้นก็คือการได้รับเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้นเอง ซึ่งเชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปภายในร่างกายของเราแล้วเข้าไปทำร้ายตับของเราและจึงก่อให้เกิดโรคตามมา ซึ่งอาจจะเป็นโรคมะเร็งตับหรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับโดยตรง บางคนก็ไม่ทราบได้ว่าตนเองมีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในร่างกายของตนเอง สาเหตุที่เป็นโรคนี้กันมากทั่วโลกก็น่าจะมาจากการติดเชื้อด้วยกันทั้งสิ้น หรือติดต่อผ่านทางแม่สู่บุตรของตนได้

               ความหมายของโรคตับอักเสบ

ความหมายโดยทั่วไปที่เราพอจะคาดเดาได้นั้นก็คือ เกิดจากการอักเสบของตับ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าตับมีความสำคัญมากที่สุดต่อมนุษย์อย่างเราๆ หากตับของเราเกิดความเสียหายหรือเกิดการอักเสบขึ้นมันจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

ซึ่งการอักเสบของตับนั้นเกิดขึ้นเพราะเราทานอาหารที่ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร หรือเรียกว่ากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ แถมยังทำร้ายตับโดยตรงอีกด้วย อาทิเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาเสพติด จึงทำให้                              เกิดเชื้อไวรัสตามมาได้

ส่วนทางด้านไวรัสตับอักเสบเอนั้น เรามักพบในประเทศออสเตรเลียมากกว่าประเทศอื่นๆ นอกจากไวรัสตับอักเสบเอก็ยังมีไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีอีกด้วย ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะมีความแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั้นก็คือสั่งผลกระทบต่อตับของเรามากกว่าอวัยวะอย่างอื่น

               อธิบายคร่าวๆถึงโรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ด้วยวิธีการดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสนี้ปนเปื้อนมา แต่ทว่ามนุษย์เราก็มักจะมีภูมิป้องกันตนเองด้วยการสร้างระบบคุ้มกันให้กับตนเองได้ แต่ข่าวดีสำหรับบุคคลที่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน

  1. แบบเฉียบพลัน
  2. แบบเรื้อรัง

ซึ่งโรคเหล่านี้ที่เกิดกับคนโตๆหรือกับผู้หลักผู้ใหญ่มันจะสามารถกำจัดเชื้อของตนเองออกไปได้โดยอาศัยเวลาในการซ่อมแซมตนเองประมาณระยะเวลาถึง 6 เดือนด้วยกัน

ไม่สบายออกกำลังกายได้หรือไม่

การที่เราหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและออกเป็นประจำ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และยังกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ แต่ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักจะไม่แน่ใจว่าออกกำลังกายได้หรือไม่ หากออกกำลังกายขณะที่ยังป่วย จะทำให้อาการของเราแย่ลงไปอีกหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นเราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

ออกกำลังกายตอนป่วย ทำได้หรือไม่
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของการออกกำลังกาย คือ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราและช่วยให้แข็งแรงขึ้น แต่ในเมื่อคุณกำลังไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บป่วย การที่จะออกกำลังกายก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับสุขภาพของเราเสมอไป เพราะอาการเจ็บป่วยบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจสามารถออกกำลังกายได้  แต่บางอาการก็ควรที่จะงดหรือเลี่ยงการออกกำลังกาย และควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายจนกว่าจะหายดี โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ได้แนะนำว่าให้ใช้ “คอ” เป็นเกณฑ์ในการสำรวจอาการป่วยไข้ที่เป็นว่าสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากอาการเจ็บป่วยของคุณเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป แบบที่ไม่รุนแรง คุณจะสามารถออกกำลังกายในรูปแบบเบาๆ ได้ แต่ควรจะงดออกกำลังกายตอนป่วยอย่างเด็ดขาด หากอาการป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่อวัยวะต่ำกว่าลำคอลงมา

อาการป่วยที่ยังออกกำลังกายได้

  • เป็นไข้หวัดธรรมดา
  • ไอจามเบาๆ
  • คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ
  • ปวดหู

อาการป่วยที่อย่าฝืนออกกำลังกาย

  • เป็นไข้หวัดใหญ่
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ไอมีเสมหะ
  • ไอแบบมีเสียงฟืดฟาดหรือเสียงหวีด (Wheezing cough)
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย

ป่วยอยู่ ออกกำลังกายอย่างไรดี
ในระหว่างการเจ็บป่วย คุณควรทำการลดความหนักในการออกกำลังกายลง และหันมาออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่หักโหมจนทำร้ายสุขภาพ เช่น ใช้วิธีการเดินแทนการวิ่ง หรือเล่นโยคะเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่มีของร่างกายเราตะได้ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากว่าคุณกำลังรู้สึกว่าการออกกำลังกายแล้วอาการมีท่าทีแย่ลง ให้หยุดแล้วอย่าฝืนออกกำลังกายต่อ  รอจนร่างกายหายดีเป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง

หากอยากไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนป่วย?
หากคุณกำลังป่วยเป็นไข้หวัด ทางที่ดีคุณควรงดออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะการออกกำลังกายที่ฟิตเนสถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก และการที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่าย แต่หากว่าเลี่ยงไม่ได้หรือจำเป็นจะต้องออกกำลังกายตอนป่วยที่ฟิตเนสจริงๆ คุณควรจะล้างมือให้สะอาด เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งก่อนและหลังใช้ ด้วยการเช็ดมือด้วยเจลล้างมือระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากไอจามทุกครั้ง เพื่อป้องกันตัวเองติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น

เมื่อไหร่จึงจะกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ
สำหรับในวัยผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อสำรวจตนเองแล้วไม่มีอาการแทรกซ้อน อาการป่วยอาการไข้หวัดของคุณจะหายเป็นปกติภายใน 7 วัน แต่ถ้าหากว่าไข้หวัดใหญ่เกิดต้องใช้เวลารักษานานตั้งแต่ 10 วันถึง 2 สัปดาห์ หรือถ้าหากเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นขณะป่วย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบหรือที่เรียกว่า โพรงจมูกอักเสบ คุณอาจต้องใช้เวลาในการรักษาตัวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป กว่าที่อาการป่วยนั้นจะหายสนิท นอกจากนี้อาการไอรุนแรงหรือไอแบบมีเสมหะก็เป็นอาการที่สามารถเป็นติดต่อกันได้นานหลายสัปดาห์หากไม่รักษาจนหายสนิทไม่มีอาการอีกต่อไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหากคุณมีอาการป่วยไข้เกิดขึ้น คุณควรจะพักรักษาตัวเองให้หายก่อน ไม่ว่าจะกินยาตามที่แพทย์ระบุ และพักผ่อนให้เพียงพอ ในเมื่ออาการป่วยหายดี และร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่แล้วจึงสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ตามรูปแบบปกติ

ลดความอ้วน ‘กินช้า หรือ กินเร็ว’ ดีกว่ากัน

สารพัดเทคนิคที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนสรรหามาใช้เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหารอย่างจริงจังแล้ว เทคนิคการกินอาหารยังมีมากมายจนเราตามกันไม่ทัน

…แต่วิธีง่าย ๆ ที่เราเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ คือ “ความเร็วในการกินอาหาร”

กินช้า VS กินเร็ว
จากรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 จำนวน 59,717 คน พบว่า คนที่มีนิสัย “กินช้า” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าคนที่มีนิสัย “กินเร็ว” คนที่ตอบว่าตัวเองเป็นคนที่กินในระยะเวลา “กลาง ๆ” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่กินช้า แต่ยังน้อยกว่าคนที่กินเร็ว

นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า คนที่ติดนิสัยกินเร็วมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักมากกว่าคนที่กินช้า หรือกินปกติ เหตุผลที่ทำให้คนกินเร็วเสี่ยงอ้วนมากกว่า เพราะเมื่อเรากินอาหาร สัญญาณความหิวของเราจะถูกย้ายจากท้องไปที่สมองแทน และสมองจะใช้เวลาราว 20 นาทีในการสั่งให้ร่างกายหยุดกิน ดังนั้นหากเรากินเร็ว กว่าที่สมองจะสั่งการให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และควรหยุดกิน เราก็กินอาหารเข้าไปเยอะกว่าคนอื่น ๆ แล้ว ดังนั้นคนที่กินเร็วจึงมักมีปัญหารู้สึกอิ่มเกินไปจนอึดอัดท้อง เพราะกว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่ม เราก็กินเข้าไปเยอะมากเกินไปแล้วนั่นเอง

เคล็ดลับกินอาหารให้อิ่มเร็วขึ้น

  • หากอยากกินอาหารให้อิ่มได้เร็วขึ้น จะได้ไม่เผลอกินจนอ้วน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
  • เคี้ยวอาหารให้มากขึ้นในแต่ละคำ ลองนับดูว่า 1 คำเคี้ยวให้ได้ราว 15-30 ครั้งก่อนกลืน
  • ใช้เวลาในการกินอาหารให้ได้ราว 20-30 นาทีต่อมื้อ
  • จิบน้ำระหว่างมื้ออาหารบ้าง (ไม่เกิน 1-2 แก้ว) ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
  • วางช้อนส้อมลงบนจานขณะกำลังเคี้ยวอาหาร การถือช้อนส้อมเอาไว้ขณะเคี้ยวอาหารอาจทำให้คุณเตรียมคำต่อไป และกินได้เร็วกว่าเดิม

หากคุณค่อย ๆ ลองปรับเวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละครั้งดู อาจทำให้คุณลดความเร็วในการรับประทานอาหารลงได้ไม่ยาก หากใครที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบจนเคยตัว มื้อไหนที่ไม่รีบก็ลองค่อย ๆ ละเลียดกินดูบ้าง ก็จะช่วยให้เรากินอิ่มเร็วขึ้น แถมยังอาหารย่อยง่ายมากขึ้นอีกด้วย

ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปอด

กรมการแพทย์เผยสัญญาณอันตรายมะเร็งปอด หากพบไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะเป็นเลือด หายใจลำบาก เหนื่อยหอบมีเสียงหวีด เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ ปอดติดเชื้อง่าย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ลดเสี่ยงมะเร็งปอด
นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ ทางสาธารณสุขของทุกประเทศทั่วโลก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาโรคมะเร็งปอดที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลก 2 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิต 1.7 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งปอดเพศชายรายใหม่จำนวน 9,779 คน หรือคิดเป็น 27.4 คนต่อประชากรแสนคนและเพศหญิงจำนวน 5,509 คน หรือคิดเป็น 14.2 คนต่อประชากรแสนคน และในปี 2559 มีคนไทยเสียชีวิต 13,414 คนต่อปี

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอด
นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคมะเร็งปอด คือ

  • การสูบหรือรับควันบุหรี่
  • พันธุกรรม
  • สัมผัสสารก่อมะเร็งอื่นๆ ที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดเช่น ก๊าซเรดอน แร่ใยหิน รังสีควันธูป ควันจากท่อเสีย และมลภาวะทางอากาศ

อาการของโรคมะเร็งปอด
อาการของมะเร็งปอดที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง
  • ไอมีเสมหะเป็นเลือด
  • หายใจลำบาก
  • เหนื่อยหอบ
  • มีเสียงหวีด
  • เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยนไป
  • เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่
  • ปอดติดเชื้อง่าย
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด

มะเร็งปอด ไม่มีตรวจคัดกรอง
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการคัดกรองเป็นประจำทุกปี หรือหากมีอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์การรักษาโรคมะเร็งนี้ คือการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดการฉายรังสี และการรักษาโดยให้ยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในระยะใดของโรคดังนั้นการตรวจคัดกรองในรายที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกได้และให้การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

การป้องกันโรคมะเร็งปอด
การป้องกัน ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้น “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัวและสังคมรอบข้าง และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ปรับนาฬิกาชีวิตไม่ให้ง่วงเพลียในวันทำงาน

คำว่า “Jet Lag” เป็นคำที่เราคุ้นเคยกันมานานว่าเป็นคำที่อธิบายถึงอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอนผิดเวลาจากการเดินทางด้วยเครื่องบินข้ามไปต่างประเทศที่เวลาต่างกันค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะกว่าร่างกายจะกลับมาง่วงนอนในเวลากลางคืนตามปกติ แต่สำหรับคำว่า Social Jet Lag บางคนอาจไม่ทราบว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับอาการง่วงนอนผิดเวลาหรือไม่

Social Jet Lag สาเหตุอาการง่วงเพลียในวันทำงาน
อาการ Social Jet Lag เป็นอาการง่วงนอน อ่อนเพลีย แม้จะไม่ได้เดินทางข้ามประเทศ โดยเกิดจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เป็นเวลา ตารางเวลาทำงานไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต

ในวัยเรียน และวัยทำงาน หากมีวิถีชีวิตที่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วเปลี่ยนมานอนดึกตื่นสายในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ อาจส่งผลให้เกิดปัญหา Social Jet Lag หรืออาการง่วงนอนในวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แม้ว่าจะนอนหลับอย่างเพียงพอ 6-8 ชั่วโมงตามปกติก็ตาม แต่เพราะการปรับเปลี่ยนเวลาตื่น และนอนบ่อยเกินไป จึงอาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

วิธีป้องกันอาการ Social Jet Lag
แก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการพยายามปรับเวลาในการใช้ชีวิต นอนหลับ และตื่นนอนในเวลาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันทำงาน หรือวันหยุด เพื่อให้นาฬิกาชีวิตทำงานตามปกติ ถึงเวลาที่ต้องตื่น ร่างกายก็จะตื่นทุกครั้ง ทำให้ไม่เกิดอาการง่วงนอน หรืออ่อนเพลียในทุก ๆ วัน

เคล็ดลับในการปรับนาฬิกาชีวิต

  • เข้านอนให้ตรงเวลาในทุก ๆ คืน
  • หากเป็นคนตื่นยาก ให้ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์
  • แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ หากไม่ต้องรีบเร่งตื่นเพื่อไปทำงาน ก็ควรลุกจากที่นอน อาบน้ำ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สดชื่น
  • เปิดม่านในห้องนอน รวมถึงภายในบ้าน เพื่อให้แสงสว่างช่วยให้เราตื่นในเวลาที่ควรตื่น
  • หากเมื่อคืนนอนดึก ตื่นเช้าแล้วง่วง อาจงีบหลับสั้น ๆ ในช่วงบ่ายได้ แต่อย่างีบเกิน 1 ชั่วโมง เพราะอาจส่งผลให้นอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนอย่างต่ำ 6 ชั่วโมง
  • หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับหลังจากเข้านอน 30 นาที ควรลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น ฟังเพลงเบา ๆ อ่านหนังสือ งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไม่ดูทีวี แล้วเข้านอนอีกครั้ง

รู้ทันมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Hematopoietic Stem Cell) ในไขกระดูก โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการดำเนินโรค ได้แก่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการผิดปกติในระยะเวลา 1-2 เดือน อาการที่มักพบ ได้แก่อาการอ่อนเพลีย ซีดลงจากภาวะโลหิตจาง มีไข้เนื่องจากการติดเชื้อเนื่องจากเม็ดเลือดขาวตัวแก่ที่มีหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อมีปริมาณลดลง และเลือดออกง่ายโดยเฉพาะตามเยื่อบุต่างๆ เนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง เป็นโรคที่มีการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวอย่างผิดปกติ แต่ยังสามารถเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดขาวตัวแก่ได้ ทำให้อาการของโรคค่อยเป็นค่อยไป โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ จนกระทั่งปริมาณเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดสูงขึ้นมาก จนทำให้ซีดหรือโลหิตจาง หรือไปสะสมในม้ามทำให้ม้ามโต ทำให้อืดท้องหรือคลำได้ก้อนในท้อง และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดได้

สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัส และรังสี ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมถึงสารเคมีบางอย่าง หรือการสัมผัสกับสิ่งที่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ โรคทางพันธุกรรม ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง พันธุกรรมและโครโมโซมที่ผิดปกติทำให้เกิดโรคนี้ได้

สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
อาการของโรคที่แสดงจะแตกต่างกันตามชนิดของเม็ดเลือดที่ผิดปกติ แต่โดยทั่วไปจะมีอาการแสดงให้เห็น อาทิ

  • เลือดจาง
  • ซีด
  • หน้ามืด
  • เวียนศีรษะ
  • เหนื่อยง่าย
  • เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนัง และเหงือก
  • เป็นจ้ำตามตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • อาจพบก้อนในท้องเนื่องจาก ตับ ม้ามโต
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ
  • เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย
  • มีไข้
    หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
โดยทั่วไปจะใช้การรักษา ด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือโรคสงบได้

การป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • เลือกทานอาหารมีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสี และสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยคัดกรองโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง หรือมะเร็งชนิดที่เป็นก้อนได้
    การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย เพราะโดยส่วนใหญ่มักพบว่าผู้ป่วยกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อาการก็อยู่ในระยะลุกลามไปมากแล้ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็งยิ่งพบโรคได้เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นด้วย

การตรวจโรคเกี่ยวกับโรคต่างๆรวมไปถึงไขมันในเลือดสูง    

การตรวจโรคเกี่ยวกับโรคต่างๆรวมไปถึงไขมันในเลือดสูง         

โรคตับแข็งนั้นไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ทำได้เพียงแค่รักษาแบบประคับประคองเพื่อที่จะไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงหรือแย่ลง และเพื่อลดโอกาศการเกิดสภาวะแทรดซ้อนการตรวจโรคตับแข็งนั้นมีหลายวิธีเราสามารถตรวจได้ ดังต่อไปนี้

การตรวจเลือด 

คือการตรวจสารเคมีในเลือดของเราเพื่อที่จะวัดประสิทธิภาพในการทำงานและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับของเราโดยมรการทดสอบดูได้หลายส่วน เช่น ตรวจดูการแข็งตัวของเลือดว่ามีอาการแข็งตัวผิดปกติหรือไม่ ตรวจการทำงานของตับว่าปกติหรือไม่จากการดูค่าสารบิลิรูบิน ที่เกิดจจากการแตกตังของเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือเอนไซน์บางชนิด การทดสอบหาโรคไวรัสตับอักเสบบี เอ และซี โดยการที่วัดเอนไซม์ 2 ตัว นั่นก็คือ  SGOT (AST) และ SGPT(ALT) ซึ่งค่าที่ตรวจนั้นถ้าหากขึ้นว่าเกิดมาตฐานจะแสดงหรือบ่งบอกว่าเกิดอาการอักเสบของตับ เนื่องมาจากโรคไวรัสตับอักเสบหรือตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ รวมไปถึงตรวจการทำงานของไตจากการดูค่าครีเอตินิน ซึ่งช่วยวัดค่าการทำงานของไตว่าอยู่ในระดับไหน หากมีระดับที่ลดลงอาจหมายถึงเริ่มมีอาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้าย

การตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจสอบ เป็นการนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับบางชิ้นส่วนของเราไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันผลการวิจัยของแพทย์ผู้เชียวชาญและเพื่อช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ทันท่วงที

การตรวจสแกนตับ เป็นการเอ็กซเรย์ตับ เพื่อดูภาพภ่ายเอกซเรย์ ดูสภาพของเนื้อเยื้อว่าเกิดรอยแผลหรือเกิดพังผืดขึ้นหรือไม่ ด้วยการตรวจ อันตราซาวด์ (Ultrasound) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีที สแกน (CT Scan) การตรวจตับและม้ามด้วยรังสี (Radioisotope Liver/Spleen Scan) หรือไฟโบร สแกน (Fibro Scan)

การผ่าตัดด้วยกล้อง ในส่วนการผ่าตัดด้วยกล้องนี้ บางกรณีอาจที่จะต้องใช้การผ่าตัดด้วยการส่องกล้องบริเวณช่องท้องเพื่อให้เห็นตับทั้งหมดได้ชัดเจนมากขึ้น