เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มาจากงู

ตอนนี้ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นสำหรับคนไทยไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นPM2.5อย่าเดียวแล้วเท่านั้น เพราะในตอนนี้ได้มีเชื้อโรคที่กำลังเริ่มระบาดกันอย่างเป็นวงกว้าง เชื่อว่าหลายๆคนคงจะทราบกันแล้วทั้งการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ และตามสื่อโซเชียลสื่อออนไลน์จากหลากลายช่องทาง นั้นก็คือ เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ซึ่งเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ได้มีจุดเริ่มต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน เมืองอู่ฮั่น

ซึ่งในปัจจุบันจากการรายงานข่าวล่าสุดได้พบว่ามีผู้เสียเพิ่มจาก 4 คน เป็น 7 คนแล้ว และมีผู้ติดเชื้อในจีนทั้งหมด 581 คน โดยที่สื่อจีนนั้นได้ออกมายืนยันข้อมูลนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่เมืองอู่ฮั่นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงในเมืองอื่นๆอีกด้วย เพราะเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ได้เริ่มแพร่ระบาดไปยังเมืองอื่นๆเพิ่มแล้วอย่างกรุงปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น และมาเก๊า ซึ่งคาดว่าจะระบาดไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศจีนอีกไม่ช้าถ้าหากยังมีประชากรติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

ทางสำนักข่าว CNN Internationnal ได้ทำการราบงานว่า มีนักวิจัยได้ทำการสำรวจและหาสาเหตุของการเกิดเชื้อไวรัสโคโรนาสายใหม่นี้ และพบว่าแท้ที่จริงแล้วเชื้อไวรัสชนิดนี้นั้นอาจจะมีต้นกำเนิดมาจาก งู โดยทำการเทียบรหัสโปรตีน จากการสังเกตที่ว่าในเมืองอู่ฮั่น ของประเทศจีนนั้นได้มีการซื้อขายงูที่จะนำไปประกอบอาหารได้ตามท้องตลาดสัตว์และทะเล ที่มีความเป็นไปได้ที่ผู้คนได้จะรับเชื้อมาจากตรงนี้ ซึ่งการวิเคราะห์ออกมาเพิ่มเติมว่า งูนั้นกินค้างคาวเป็นอาหาร นั้นเท่ากับว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ก็อาจจะสืบเนื่องมาจากค้างคาวอีกทีได้เช่นเดียวกัน

แต่ถึงอย่างไรงานวิจัยนี้ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าต้นกำเนิดของไวรัสสายใหม่นี้นั้นเดมาจากงูจริงหรือไม่แต่อย่างใด และในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเรานั้น ก็ได้ตรวจพบเจอผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้แล้วได้ถึง 4 คน ซึ่งทำการรักษาตัวอยู่อย่างปลอดภัยและตรวจสอบไปยังผู้ที่ยอมรอบข้างอีกด้วย

โดยผู้เชี่ยวชาญของจีนได้เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายใหม่นี้สามารถติดต่อได้จากคนสู่คน ฉะนั้นแล้วควรระมัดระวังการอยู่ใกล้คนที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ การรับประทานอาหารที่ควรมีช้อนกลางเสมอ หรือการจาม จากปัญหาฝุ่นPM2.5 ที่แพร่กระจายทั่วประเทศไทย ที่อาจจะทำเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ล่องลอยอยู่ในอนาคตและตัวเราเองนั้นก็อาจจะได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างไม่รู้ตัว 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับเรา

วิธีการเลือกเครื่องช่วยฟังที่เหมาะกับเรา

                     หากใครได้ลองศึกษาเกี่ยวกับเครื่องช่วยฟังมาบ้างแล้วคงจะรู้ว่าเครื่องช่วยฟัง มีหลายแบบและหลายขนาดเป็นอย่างมาก และรวมถึงมีหลายราคา ซึ่งราคาของเครื่องช่วยฟังจะมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนก็มี แต่ราคาที่ต่างกันคุณภาพของการใช้งานก็จะแตกต่างกันด้วยเช่นกัน 

แต่การที่เราเลือกเครื่องช่วยฟังที่มีราคาแพงอย่างมาก เช่นต้องการใช้เครื่องช่วยฟังอย่างดี และเหมาะกับเรา เราก็อาจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อซื้อเครื่องช่วยฟังในราคาหลักแสนก็ได้ บางคนเครื่องช่วยฟังราคาหลักพันก็อาจจะเหมาะสมให้เราใช้งานก็ได้เช่นกัน ที่กล่าวมาแบบนี้นั่นก็เพราะว่า ปัญหาเรื่องของการได้ยินของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีปัญหาหนักเบาแตกต่างกัน

ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้งานควรพิจารณาจากปัญหาที่เรากำลังได้ยินมากกว่าการเชื่อคำโฆษณาต่างๆ ว่าเครื่องดีอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งข้อดีนั้น หากเราซื้อมาใช้เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ เช่น สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการได้ยินไม่มาก คือยังสามารถได้ยินอยู่บ้างแต่ได้ยินเสียงค่อนข้างเบา เราก็สามารถซื้อเครื่องช่วยฟังที่ไม่ต้องมีฟังชั่นอะไรมากนั้น

ราคาหลักพันต้นๆหรือหลักหมื่นต้นๆมาใช้งานก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราจะมีการซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้งานเราควรปรึกษาแพทย์ที่มีความชำนาญด้านปัญหาการได้ยินเสียงเสียก่อนเพื่อให้รู้ว่าตอนนี้ระดับปัญหาของหูที่มีผลต่อการฟังของเราอยู่ในระดับไหนแล้ว พอที่จะแก้ไขหรือควรจะใช้เครื่องช่วยฟังแบบไหนถึงจะดีที่สุด และหากเราจำเป็นที่จะต้องเลือกเครื่องช่วยฟังแล้วละก็

เรามาดูกันว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรจะนำมาพิจารณาในการซื้อเครื่องช่วยฟังบ้าง

  1. ลักษณะของเครื่องช่วยฟังที่เราต้องการจะใช้งานควรเลือกแบบไหน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าเครื่องช่วยฟังมีรูปแบบแตกต่างกัน มีทั้งแบบเกี่ยวหู หรือแม้แต่ใส่เข้าไปในรูหูก็มี ซึ่งก็ขึ้นกับว่าเราชอบแบบไหน
  2. ราคาของเครื่องช่วยฟังก็มีผลต่อการตัดสินใจ เครื่องช่วยฟังมีการนำเข้ามาจำหน่ายหลายบริษัทมาก ลักษณะและคุณสมบัติของเครื่องช่วยฟังก็จะใกล้เครื่องกันแต่ราคาย่อมแตกต่างกันตามแต่ละบริษัทมีการตั้งราคาขาย ดังนั้น เราควรหาข้อมูลมาทำการเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
  3. บริการหลังการขาย สำหรับการใช้เครื่องช่วยฟังนอกจากซื้อมาใช้แล้ว ยังต้องดูด้วยว่ามีบริการอื่นๆให้เราหรือไม่ เช่น หากเครื่องช่วยฟังเสีย เราต้องติดต่อซ่อมได้ที่ไหน หรือทางบริษัทมีศูนย์บริการล้างเครื่องช่วยฟังหรือไม่

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

กะทิ นอกจากทำอาหาร ก็มีประโยชน์อย่างอื่นนะ

น้ำกะทิ สามารถนำไปประกอบหาอารได้อีกทั้ง ของคาว และก็ของว่าง น้ำกะทิมีคุณประโยชน์จำนวนมาก และก็มีการใช้น้ำกะทิในด้านต่างๆ มากมายเลยทีเดียว ซึ่งโดยมากจะช่วยสร้างระบบภูมิต้านทานแล้วก็คุ้มครองป้องกันของร่างกาย

  • สารอาหารในน้ำกะทิ
    ในน้ำกะทิมีวิตามินหลายแบบ แร่ธาตุ รวมทั้งอิเล็กโทรไลท์ แล้วก็โพแทสเซียม แคลเซียม และคลอไรด์ไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวในน้ำมันที่ทำจากมะพร้าวถูกทำขึ้นจากกรดไขมันห่วงโซ่สั้นรวมทั้งห่วงโซ่กึ่งกลางได้อย่างเร็ว แปลงเป็นพลังงานแทนการจัดเก็บเป็นไขมัน ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ไขมันอิ่มตัวจะสูง แต่ว่ามะพร้าวสามารถช่วยสำหรับการลดหุ่นได้

 

  • กรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง ซึ่งถูกย่อยได้ง่าย แล้วก็โยกย้ายได้ง่าย เมื่อบริโภคเข้าไป จะผ่านคอไปยังกระเพาะไปสู่ไส้ แล้วไปถูกเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันดังน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ชอบทานน้ำกะทิก็เลยแข็งแรงเนื่องจากว่าได้พลังงานเมื่อบริโภคเข้าไป

 

  • ทั้งยังไปกระตุ้น ให้ต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อน จากผลของอุณหภูมิ Thermogenesis ซึ่งช่วยสำหรับเพื่อการเผาผลาญของกินที่กินเข้าไปพร้อมเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันภายในร่างกาย นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า น้ำกะทิ ช่วยในการลดหุ่นได้ นั่นเอง

 

  • กรดลอริค(Lauric Acid) ครึ่งของห่วงโซ่กรดไขมันกึ่งกลางในน้ำกะทิมีกรดลอริค ซึ่งช่วยต้านทานเชื้อไวรัส ป้องกันแบคทีเรียและจุลชีวัน แล้วก็ต่อต้านเชื้อรา น้ำกะทิสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว

 

  • ทุเลาโรคภัยไข้เจ็บ

น้ำกะทิมีชื่อเสียง เพื่อทุเลาลักษณะของการเจ็บคอและก็แผล แล้วก็เป็นโอกาสสำหรับผู้แพ้แลคโตสหรือแพ้นมจากสัตว์ เครื่องดื่มมังสวิรัตินี้ยังรวมทั้งถั่วเหลือง แล้วก็ถั่วอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงรักษาผิวพรรณ

น้ำกะทิถูกประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สำหรับการดูแลผิวพรรณ เพื่อผิวเปียกชื้นแล้วก็ทุเลาผิวแห้งรวมทั้งผื่น นอกเหนือจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับผมและการอาบน้ำ
น้ำกะทิมีสาระประโยชน์จำนวนมากต่อสถาพทางร่างกายของพวกเรา ดังนั้นจงลืมความคิดที่ไม่ถูก ว่าการกินน้ำกะทิมากจะทำให้อ้วนไปได้เลย แม้กระนั้นการกินที่มากเกินควร ก็บางทีอาจจะมีผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ควรจะกินแต่ว่าพอเหมาะพอดี เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

การพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟัง

การพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อเป็นการช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาทางด้านของหูไม่ว่าจะเป็นหูหนวกหรือหูตึงนั้น สามารถใช้เครื่องช่วยฟังได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้ในรูปแบบไหนหรือไม่ว่าจะมีปัญหาทางด้านของการได้ยินชนิดใดก็ตาม เครื่องช่วยฟังสามารถมีบทบาทช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

อธิบายถึงความสำคัญของเครื่องช่วยฟังในแต่ละรุ่น

เครื่องช่วยฟังในรุ่น Behind the ear hearing aids 

เป็นเครื่องช่วยฟังแบบการใช้ทัดหู สำหรับรุ่นนี้สามารถใช้คล้องเกี่ยวกับหู ซึ่งจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก เป็นระบบอนาล็อกและดิจิตอล เนื่องจากเครื่องช่วยฟังรุ่นนี้ราคาค่อนข้างสูงพอสมควร ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินที่ต้องบอกว่ามีการรุนแรงมากเท่านั้น เพราะเป็นการใช้เฉพาะบุคคลโดยจะมีการพิมพ์หูของบุคคลที่ใช้เป็นแบบในการทุปกรณ์เพื่อให้เข้าอวัยวะของแต่ละบุคคล

เครื่องช่วยฟังในรุ่น Pocket Aids

สำหรับเครื่องช่วยฟังในรุ่นนี้เป็นเครื่องช่วยฟังที่เป็นแนวการพกพา เพราะตัวเครื่องจพแยกออกมาเป็นแบบกล่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวกล่องจะมีขนาดใหญ่มากนัก เพราะถูกออกแบบมาให้เล็กกระทัดรัด สามารถพกพาได้สะดวกและสามารถใส่กระเป๋าเสื้อได้อีกด้วย 

เครื่องช่วยฟังรุ่นนี้สามารถปรับระดับของเสียงให้เข้ากับผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่มีความยุ่งยากเท่าไหร่นั้น ผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุจึงนิยมใช้รุ่นนี้กันเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญราคาของรุ่นนี้สามารถหยิบจับต้องได้ อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องช่วยฟังในรุ่นนี้ก็หาซื้อง่ายตามท้องตลาด 

เครื่องช่วยฟังในรุ่น Custom- made hearingaid

เนื่องจากรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีขนาดเล็ก สามารถใส่ไว้ในหูได้เลย โดยไม่มีอุปกรณ์อื่นพ่วงให้เกะกะ เป็นรุ่นที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อให้นำมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย โดยเครื่องช่วยฟังรุ่นนี้จะมีการหล่อพิมพ์หูเพื่อสามารถปรับให้ใช้งานของบุคคลแต่ละบุคคลของผู้ที่มีปัญหาทางด้านของการได้ยินต่างๆ ลักษณะของรุ่นนี้จะมีขนาดเล็กเป็นเหมือนไมโครชิพโดยมีการทำงานในระบบของการตัดเสียงรบกวนด้านข้างได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆ แน่นอนคะว่าเครื่องตัวนี้สามารถลดเสียงที่สะท้อนได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆอย่างแน่นอน 

เครื่องช่วยฟังในรุ่น Eyeglasses hearing aid

เครื่องช่วยฟังรุ่นนี้จะเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากรุ่นอื่นๆเพราะเป็นในรูปแบบของแว่นตา เพราะความแตกต่างเหล่านี้จึงมีราคาที่แพงโดด ทำให้ไม่ค่อยมีคนนิยมใช้กันมากเท่าไหร่ อีกทั้งการใช้งานที่ต้องเชื่อมต่อเข้ากับแว่นก็มีความยุ่งยากมาก ทำให้ผู้คนไม่นิยมใช้กันในรุ่นนี้

การถูกออกแบบสำหรับเครื่องช่วยฟังในแต่ละรุ่น มีความพิเศษต่างกัน และราคาหรือการใช้งานก็ต่างกันมากอีกด้วย ดังนั้นหากผู้ที่ต้องการใช้งานมีความประสงค์ที่จะใช้ก็ควรเลือกและศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะบางรุ่นก็มีความยุ่งยากในการใช้งานอยู่ไม่น้อย แถมของแต่ละรุ่นนั้นก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน 

อันตรายแค่ไหน หากแพ้นมวัว

อาการแพ้นมวัวมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลซึ่ง จะมีอาการทันทีหลังทานอะไรที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบ หรือหลังจากนั้นสักระยะ โดยอาการทั่วไป คือ ลมพิษ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาเจียน ไอ หายใจดัง เป็นต้น โดยอาการแพ้นมวัวจะอันตรายแค่ไหนไปดูกัน

อันตรายของการแพ้นมวัว
การแพ้นมวัว ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ตัวเอง หรือหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ เพราะนมวัวจัดเป็นอาหารลำดับ 3 ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตได้ รองจากถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ โดยอาการแพ้จะส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง จนอาจถึงขั้นปิดกั้นทางเดินหายใจ หรือคอบวมจนหายใจลำบาก หน้าแดง อาการคัน เกิดภาวะช็อกเนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ควรสังเกตตนเองหรือลูกว่ามีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่หลังทานนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของนมวัวเข้าไป หากพบอาการบางอย่างและสงสัยว่ามีอาการแพ้ แม้ว่าจะไม่ร้ายแรง ก็ควรไปพบแพทย์และทำการทดสอบ

สาเหตุการแพ้นมวัว
สาเหตุการแพ้เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจว่านมวัวเป็นสิ่งแปลกปลอมอันตรายต่อร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจึงพยายามกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin E (IgE) ขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย ฉะนั้นครั้งต่อไปที่ร่างกายได้รับโปรตีนชนิดนี้ แอนติบอดี้ IgE จะเกิดปฏิกิริยาและส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยสารฮีสทามีนและสารเคมีอื่นๆ จนเกิดเป็นอาการแพ้

โปรตีนในนมวัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้มี 2 ชนิดหลัก คือ โปรตีนเคซีนที่พบได้จากนมในส่วนที่เป็นไขนมข้นแข็ง และโปรตีนเวย์ซึ่งพบในส่วนที่เป็นของเหลวหลังจากนมจับตัวเป็นไขแล้ว

ใครเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับบ้าง

ร่างกายของคนทุกคนมีความต้องการอาหารที่มีประโยชน์มากมาย สำหรับบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นเราทั้งหลายต้องรู้ว่าควรทานอะไร ทานอาหารแบบไหน และควรทานอะไรเข้าไปเพื่อจะได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าสำหรับร่างกาย หากเราไม่ดูแลตนเอง อาจจะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อาทิเช่น โรคไขมันพอกตับ เป็นต้น

เนื่องจากสารอาหารแต่ละอย่างส่งผลและมีสารอาหารที่สามารถเข้าไปช่วยร่างกายของเราให้แข็งแรง เช่น

  • กากใยอาหารสามารถป้องกันหรือช่วยในการเกิดโรคท้องผูกได้ โรคริดสีดวง และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ
  • แคลเซี่ยมสามารถช่ยป้องกันให้เกิดโรคกระดูกพรุน
  • วิตามิน เอ ซี อี ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระและชะลอความแก่ชรา

เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้ มีความจำเป็นอย่างมากกับร่างกายของเรา และสามารถแบ่งได้เป็น 6 หมวดด้วยกัน นั้นก็คือ โปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต น้ำ และไขมัน

ซึ่งสารอาการเหล่านี้ทำหน้าที่ต่างกัน แต่หลักการทำงานนั้นมีจุดประสงค์ร่วมกันคือช่วยดูแลร่างกายให้มีความแข็งแรง ต้านโรคต่างๆ ถ้าหากเราทานอาหารในขนาดที่น้อยเกินไปควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน เราควรทานอาหารในขนาดพอเหมาะหรือขนาดที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่บริโภคแต่อาหารที่มีแต่ไขมันจนมากเกิน

กล่าวคืออาหารที่เราทานเข้าไปนั้น เป็นเปรียบเสมือนกับเราได้ทานยาเข้าไปเพื่อนำไปแก้ไขจุกบกพร่องของร่างกาย เช่นเข้าไปช่วยล้างสารพิษ หรือเป็นยาเพื่อป้องกันรักษาโรคด้วย เหล่าบรรดาแพทย์ไม่ว่าจะเป็นกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้มีกฎหรือกำหนดข้อปฏิบัติในการทานอาหารเพื่อสุขภาพของพวกเราหรือชาวไทยไว้ 9 ข้อ หรือเรียกอีกอย่างว่าเรียกว่าโภชนบัญญัติ 9 ประการ

  1. การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  2. ควรดื่มนมให้เหมาะกับวัยและอายุเพื่อความเหมาะสม
  3. รับประทานปลา และควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่มีมันหรือมันน้อยหรือไม่ค่อยจะมีไขมัน หรืออาจจะเน้น ไข่ หรือถั่วเมล็ดแห้งก็ได้
  4. ควรรับประทานข้าวเป็นอาหารหลักและควรสลับกับอาหารที่เป็นจำพวกแป้ง อาจจะกินแป้งได้แต่เป็นครั้งๆไป
  5. ควรทานอาหารจำพวกพืชผักให้เยอะ ซึ่งควรมีผักอยู่ในอาหารทุกมื้อที่กินจะเป็นสิ่งที่ดีและควรรับประทานผลไม้ควบคู่ไปด้วย และเราควรรับประทานผลไม้ให้ติดเป็นนิสัย
  6. ควรทานอาหารที่มีไขมันให้น้อยลง ไม่ควรทานเยอะเกินความจำเป็นในแต่ละมื้อวัน
  7. ควรเลือกทานอาหารที่ไม่มีอะไรเจือปน หรือควรล้างผักผลไม้ให้ดีก่อนนำมาทาน
  1. ควรดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง หากเลิกได้ก็จะดี
  2. ไม่ควรทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านหรือเน้นหวาน และเน้นเค็มจนเกินไป

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้

ติดเชื้อหนองในไม่ควรปล่อยไว้ เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้
หากคุณเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับความเสี่ยงในการติดเชื้อหนองใน หรือรู้ หรือสงสัยว่าได้รับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหนองในมา สิ่งที่คุณควรทำและไม่ควรลังเลเลยคือการไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจยืนยัน เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนเช็คสุขภาพของคุณเองด้วยหากติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อจะได้เลือกหนทางในการดูแลตัวเองได้ถูก สำหรับการตรวจในผู้ที่มีอาการนั้น แพทย์จะนำหนองไปย้อมสีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือนำไปเพาะเชื้อตรวจสอบให้มั่นใจ ถ้าหากพบว่าเป็นโรคหนองในจริง แพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะขนานใดขนาดหนึ่ง

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหนองในแท้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากการที่ติดเชื้อหนองในเทียมที่มีชื่อเชื้อว่า Chlamydia ร่วมด้วยประมาณ 30% ในทางการแพทย์จึงจะรักษาไปพร้อมๆ กันทั้งสองโรคด้วยการให้ยา ดอกซีไซคลีน (Doxycycline) ไปกินครั้งละ 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 สัปดาห์

ผู้ที่ติดเชื้อหนองในควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL – Venereal Disease Research Laboratory) เป็นการตรวจหาเชื้อซิฟิลิส เพราะผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นโรคหนองในมักจะไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงแค่โรคเดียว ดังนั้นจึงควรที่จะตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ นอกจจากซิฟิลิส ก็จะเป็น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคไวรัสตับอักเสบบี ร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นหรือไม่เป็น จะได้ทำการรักษาได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ในการตรวจหากผลการตรวจออกมาเป็นบวก หรือที่มักเรียกกันว่า ‘เลือดบวก’ ก็แสดงว่าเป็นซิฟิลิส โดยแนะนำว่าควรตรวจครั้งแรกก่อนเริ่มให้การรักษา และไปตรวจซ้ำในอีก 3 เดือนถัดไป
ในเพศหญิงที่มีอาการหนองไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ และมีอาการดังต่อไปนี้ คือ ไข้สูง ปวดท้องน้อง ขัดเบา ตกขาว อาจเป็นอาการของปีกมดลูกอักเสบเฉียบพลัน จะต้องรักษาภายใน 24 ชั่วโมง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกิดภาวะมีบุตรยาก ผู้ป่วยอาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไข ในกรณีที่หญิงตั้งครรภ์เป็นหนองใน ควรต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโรคนี้ให้หายขาด เพราะโรคนี้สามารถส่งต่อไปที่ลูกในท้องได้ โดยลูกจะติดเชื้อในระหว่างทำการคลอด อาจทำให้เกิดความพิการหากเชื้อโดนเข้าที่ตา ตาจะอักเสบรุนแรงไปจนถึงทำให้ตาบอด หรืออาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงกับอวัยวะอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของลูกได้ ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์จึงต้องมีการหยอดตาทารกแรกเกิดด้วย Silver Nitrate 1% ในทุกราย เพื่อลดโอกาสที่จะติดเชื้อนี้ นอกจากนั้น โรคหนองในที่มีอาการรุนแรงยังอาจกระตุ้นให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้อีกด้วย

Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

                Artichoke สมุนไพรบำรุงตับที่รักตับมากกว่าใครๆ

กล่าวคือโดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจกันดีเกี่ยวกับโรคหรืออาการของโรคหัวใจ และเช่นเดียวกันจะมีใครบ้างที่จะรู้ว่าเป็นโรคตับมันจะมีอาการอย่างไรบ้าง และการกระทำอะไรบ้างที่เป็นอันตรายต่อตับของเรา ซึ่งการบำรุงตับทำได้ด้วยการทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกาย หรือแม้แต่การซื้อการหารเสริม Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ มาทานเพื่อช่วยให้ตับแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

               โรคตับอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

การที่ตับอักเสบได้นั้นมักจะมีสาเหตุหลักๆนั้นก็คือการได้รับเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนั้นเอง ซึ่งเชื้อไวรัสนี้จะเข้าไปภายในร่างกายของเราแล้วเข้าไปทำร้ายตับของเราและจึงก่อให้เกิดโรคตามมา ซึ่งอาจจะเป็นโรคมะเร็งตับหรือโรคอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตับโดยตรง บางคนก็ไม่ทราบได้ว่าตนเองมีเชื้อไวรัสนี้อยู่ในร่างกายของตนเอง สาเหตุที่เป็นโรคนี้กันมากทั่วโลกก็น่าจะมาจากการติดเชื้อด้วยกันทั้งสิ้น หรือติดต่อผ่านทางแม่สู่บุตรของตนได้

               ความหมายของโรคตับอักเสบ

ความหมายโดยทั่วไปที่เราพอจะคาดเดาได้นั้นก็คือ เกิดจากการอักเสบของตับ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าตับมีความสำคัญมากที่สุดต่อมนุษย์อย่างเราๆ หากตับของเราเกิดความเสียหายหรือเกิดการอักเสบขึ้นมันจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้มีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง

ซึ่งการอักเสบของตับนั้นเกิดขึ้นเพราะเราทานอาหารที่ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร หรือเรียกว่ากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ แถมยังทำร้ายตับโดยตรงอีกด้วย อาทิเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ยาเสพติด จึงทำให้                              เกิดเชื้อไวรัสตามมาได้

ส่วนทางด้านไวรัสตับอักเสบเอนั้น เรามักพบในประเทศออสเตรเลียมากกว่าประเทศอื่นๆ นอกจากไวรัสตับอักเสบเอก็ยังมีไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีอีกด้วย ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะมีความแตกต่างกัน แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั้นก็คือสั่งผลกระทบต่อตับของเรามากกว่าอวัยวะอย่างอื่น

               อธิบายคร่าวๆถึงโรคไวรัสตับอักเสบเอ

โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ด้วยวิธีการดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสนี้ปนเปื้อนมา แต่ทว่ามนุษย์เราก็มักจะมีภูมิป้องกันตนเองด้วยการสร้างระบบคุ้มกันให้กับตนเองได้ แต่ข่าวดีสำหรับบุคคลที่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้เช่นกัน ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน

  1. แบบเฉียบพลัน
  2. แบบเรื้อรัง

ซึ่งโรคเหล่านี้ที่เกิดกับคนโตๆหรือกับผู้หลักผู้ใหญ่มันจะสามารถกำจัดเชื้อของตนเองออกไปได้โดยอาศัยเวลาในการซ่อมแซมตนเองประมาณระยะเวลาถึง 6 เดือนด้วยกัน

ไม่สบายออกกำลังกายได้หรือไม่

การที่เราหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและออกเป็นประจำ จะช่วยรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และยังกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ แต่ในบางสถานการณ์ เช่น เมื่อป่วยไข้ไม่สบาย คนส่วนใหญ่มักจะไม่แน่ใจว่าออกกำลังกายได้หรือไม่ หากออกกำลังกายขณะที่ยังป่วย จะทำให้อาการของเราแย่ลงไปอีกหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้นเราไปหาคำตอบกันเลยดีกว่า

ออกกำลังกายตอนป่วย ทำได้หรือไม่
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของการออกกำลังกาย คือ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราที่เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราและช่วยให้แข็งแรงขึ้น แต่ในเมื่อคุณกำลังไม่สบาย หรือมีอาการเจ็บป่วย การที่จะออกกำลังกายก็อาจไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับสุขภาพของเราเสมอไป เพราะอาการเจ็บป่วยบางอย่างที่เกิดขึ้นอาจสามารถออกกำลังกายได้  แต่บางอาการก็ควรที่จะงดหรือเลี่ยงการออกกำลังกาย และควรนอนหลับพักผ่อนร่างกายจนกว่าจะหายดี โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ได้แนะนำว่าให้ใช้ “คอ” เป็นเกณฑ์ในการสำรวจอาการป่วยไข้ที่เป็นว่าสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ ซึ่งถ้าหากอาการเจ็บป่วยของคุณเกิดขึ้นที่อวัยวะส่วนที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป แบบที่ไม่รุนแรง คุณจะสามารถออกกำลังกายในรูปแบบเบาๆ ได้ แต่ควรจะงดออกกำลังกายตอนป่วยอย่างเด็ดขาด หากอาการป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเกิดที่อวัยวะต่ำกว่าลำคอลงมา

อาการป่วยที่ยังออกกำลังกายได้

  • เป็นไข้หวัดธรรมดา
  • ไอจามเบาๆ
  • คัดจมูก หรือน้ำมูกไหล
  • เจ็บคอ
  • ปวดหู

อาการป่วยที่อย่าฝืนออกกำลังกาย

  • เป็นไข้หวัดใหญ่
  • มีไข้
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ไอมีเสมหะ
  • ไอแบบมีเสียงฟืดฟาดหรือเสียงหวีด (Wheezing cough)
  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย

ป่วยอยู่ ออกกำลังกายอย่างไรดี
ในระหว่างการเจ็บป่วย คุณควรทำการลดความหนักในการออกกำลังกายลง และหันมาออกกำลังกายแบบเบาๆ ไม่หักโหมจนทำร้ายสุขภาพ เช่น ใช้วิธีการเดินแทนการวิ่ง หรือเล่นโยคะเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการยกน้ำหนัก อย่างไรก็ตามเพื่อให้ร่างกายสามารถหายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันที่มีของร่างกายเราตะได้ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากว่าคุณกำลังรู้สึกว่าการออกกำลังกายแล้วอาการมีท่าทีแย่ลง ให้หยุดแล้วอย่าฝืนออกกำลังกายต่อ  รอจนร่างกายหายดีเป็นปกติแล้วจึงค่อยกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง

หากอยากไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนป่วย?
หากคุณกำลังป่วยเป็นไข้หวัด ทางที่ดีคุณควรงดออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพราะการออกกำลังกายที่ฟิตเนสถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก และการที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้ง่าย แต่หากว่าเลี่ยงไม่ได้หรือจำเป็นจะต้องออกกำลังกายตอนป่วยที่ฟิตเนสจริงๆ คุณควรจะล้างมือให้สะอาด เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งก่อนและหลังใช้ ด้วยการเช็ดมือด้วยเจลล้างมือระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากไอจามทุกครั้ง เพื่อป้องกันตัวเองติดเชื้อหรือแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น

เมื่อไหร่จึงจะกลับไปออกกำลังกายได้ตามปกติ
สำหรับในวัยผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยเป็นไข้หวัด เมื่อสำรวจตนเองแล้วไม่มีอาการแทรกซ้อน อาการป่วยอาการไข้หวัดของคุณจะหายเป็นปกติภายใน 7 วัน แต่ถ้าหากว่าไข้หวัดใหญ่เกิดต้องใช้เวลารักษานานตั้งแต่ 10 วันถึง 2 สัปดาห์ หรือถ้าหากเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นขณะป่วย เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคไซนัสอักเสบหรือที่เรียกว่า โพรงจมูกอักเสบ คุณอาจต้องใช้เวลาในการรักษาตัวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป กว่าที่อาการป่วยนั้นจะหายสนิท นอกจากนี้อาการไอรุนแรงหรือไอแบบมีเสมหะก็เป็นอาการที่สามารถเป็นติดต่อกันได้นานหลายสัปดาห์หากไม่รักษาจนหายสนิทไม่มีอาการอีกต่อไป ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าหากคุณมีอาการป่วยไข้เกิดขึ้น คุณควรจะพักรักษาตัวเองให้หายก่อน ไม่ว่าจะกินยาตามที่แพทย์ระบุ และพักผ่อนให้เพียงพอ ในเมื่ออาการป่วยหายดี และร่างกายได้ฟื้นฟูเต็มที่แล้วจึงสามารถกลับมาออกกำลังกายได้ตามรูปแบบปกติ

ลดความอ้วน ‘กินช้า หรือ กินเร็ว’ ดีกว่ากัน

สารพัดเทคนิคที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ หลายคนสรรหามาใช้เพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก นอกจากการควบคุมอาหารอย่างจริงจังแล้ว เทคนิคการกินอาหารยังมีมากมายจนเราตามกันไม่ทัน

…แต่วิธีง่าย ๆ ที่เราเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้ คือ “ความเร็วในการกินอาหาร”

กินช้า VS กินเร็ว
จากรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 จำนวน 59,717 คน พบว่า คนที่มีนิสัย “กินช้า” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าคนที่มีนิสัย “กินเร็ว” คนที่ตอบว่าตัวเองเป็นคนที่กินในระยะเวลา “กลาง ๆ” มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่กินช้า แต่ยังน้อยกว่าคนที่กินเร็ว

นอกจากนี้ยังสรุปได้ว่า คนที่ติดนิสัยกินเร็วมีความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักมากกว่าคนที่กินช้า หรือกินปกติ เหตุผลที่ทำให้คนกินเร็วเสี่ยงอ้วนมากกว่า เพราะเมื่อเรากินอาหาร สัญญาณความหิวของเราจะถูกย้ายจากท้องไปที่สมองแทน และสมองจะใช้เวลาราว 20 นาทีในการสั่งให้ร่างกายหยุดกิน ดังนั้นหากเรากินเร็ว กว่าที่สมองจะสั่งการให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม และควรหยุดกิน เราก็กินอาหารเข้าไปเยอะกว่าคนอื่น ๆ แล้ว ดังนั้นคนที่กินเร็วจึงมักมีปัญหารู้สึกอิ่มเกินไปจนอึดอัดท้อง เพราะกว่าจะรู้สึกตัวว่าอิ่ม เราก็กินเข้าไปเยอะมากเกินไปแล้วนั่นเอง

เคล็ดลับกินอาหารให้อิ่มเร็วขึ้น

  • หากอยากกินอาหารให้อิ่มได้เร็วขึ้น จะได้ไม่เผลอกินจนอ้วน ลองทำตามเคล็ดลับเหล่านี้
  • เคี้ยวอาหารให้มากขึ้นในแต่ละคำ ลองนับดูว่า 1 คำเคี้ยวให้ได้ราว 15-30 ครั้งก่อนกลืน
  • ใช้เวลาในการกินอาหารให้ได้ราว 20-30 นาทีต่อมื้อ
  • จิบน้ำระหว่างมื้ออาหารบ้าง (ไม่เกิน 1-2 แก้ว) ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น
  • วางช้อนส้อมลงบนจานขณะกำลังเคี้ยวอาหาร การถือช้อนส้อมเอาไว้ขณะเคี้ยวอาหารอาจทำให้คุณเตรียมคำต่อไป และกินได้เร็วกว่าเดิม

หากคุณค่อย ๆ ลองปรับเวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละครั้งดู อาจทำให้คุณลดความเร็วในการรับประทานอาหารลงได้ไม่ยาก หากใครที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบจนเคยตัว มื้อไหนที่ไม่รีบก็ลองค่อย ๆ ละเลียดกินดูบ้าง ก็จะช่วยให้เรากินอิ่มเร็วขึ้น แถมยังอาหารย่อยง่ายมากขึ้นอีกด้วย